
‘ชิปปิ้ง’ญี่ปุ่นล้มละลาย สังเวยวิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หลังจากเกลนคอร์ พีแอลซี บริษัทเหมืองขนาดใหญ่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ภายหลังจากที่ลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ฉุดแรงซื้อและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้หดลง ส่งผลให้หุ้นของเกลนคอร์ตกต่ำอย่างหนัก โดยทั้งปี 2015 นี้ปรับตัวลดลงมาแล้วถึง 69%
วิกฤตในวงการสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมขนส่งของญี่ปุ่นอย่าง ไดอิจิ ชู เคเค แจ้งการล้มละลายและขอการปกป้องทรัพย์สินไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยปริมาณหนี้สินที่ยังไม่ได้รับการชำระอีก 1.20 แสนล้านเยน (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ล้มละลายในปีนี้
นอกจากนี้ จากการล้มละลายดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งและการค้าอื่นๆ ของญี่ปุ่นที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผลตอบแทนของมิตซุย โอ.เอส.เค. ไลน์ส บริษัทประกันขนส่งสินค้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.43% ไปอยู่ที่ 1.56% มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 เช่นเดียวกับมิตซุย โอ.เอส.เค. แอนด์ โค ที่ประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น
บริษัทต่างๆ เหล่านั้นล้วนได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยดัชนีราคาโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์กปรับตัวลดลง 50% นับตั้งแต่จุดสูงสุดในปี 2011
นอกจากนี้ มานา นาคาโซระ หัวหน้านักวิเคราะห์ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส เอสเอ สาขากรุงโตเกียว เปิดเผยว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นผลทำให้เกิดการล้มละลายและใกล้ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว และยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดจนอาจก่อให้เกิดการเทขายหุ้นอย่างที่เห็นจากเกลนคอร์มาแล้วอีกก็ได้
สัญญาณเศรษฐกิจจีนที่ย่ำแย่ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยตัวเลขทางการของดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตเดือน ก.ย. อยู่ที่ 49.8 จุด ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี เท่ากับเดือน ส.ค. และยังต่ำกว่ามาตรฐานที่ 50 จุด
ในขณะเดียวกัน จากสภาพเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องนี้ ส่งผลให้บรรดาผู้จับตามองตลาดต่างคาดการณ์ถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากจีน โดย แปซิฟิก อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ โค หรือพิมโค บริษัทจัดการลงทุนระดับโลก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวอยู่ที่ราว 5.5-6.5% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 นี้
นอกจากนี้ จากการชะลอตัวดังกล่าว พิมโคยังคาดการณ์ว่าจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.75% และจะปรับลดอัตราเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) อีก 2% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย ในขณะที่ค่าเงินหยวนเองก็คาดการณ์จะอ่อนค่าลงไปอีก 6.8% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับค่าเงินอื่นๆ ทั่วเอเชียอย่างค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ริงกิตของมาเลเซีย และบาทของไทยอีกด้วย
ด้าน วิมัล กอร์ หัวหน้าฝ่ายพันธบัตรของบีทีอินเวสต์เมนต์ บริษัทให้บริการลงทุนในซิดนีย์ ออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐยังคงอยู่ในช่วงแข็งค่าขึ้นสวนทางกับค่าเงินอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ โดยค่าเงินดังกล่าวจะแข็งค่าขึ้นถึง 25% ในอีก 3 ปีข้างหน้า แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีกก็ตาม
กอร์ คาดการณ์ว่า เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ แม้ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด จะยืนยันขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ก็ตาม โดยสาเหตุของการแข็งค่าขึ้นของเหรียญสหรัฐตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องมาจากนักลงทุนหันหน้าหนีจากการลงทุนแคร์รีเทรด หรือสภาพที่นักลงทุนกู้เงินในสหรัฐที่มีดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในประเทศที่มีผลตอบแทนสูงกว่า
ในขณะเดียวกัน คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า จากการชะลอตัวของจีน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงและการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีทีท่าจะชะลอตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 5 สวนทางกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและสหราชอาณาจักรที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น
นอกจากนี้ ลาการ์ดยังแสดงความผิดหวังต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยระบุว่า การขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2015 นี้ จะขยายตัวต่ำกว่าปี 2014 เสียอีก







