posttoday
โภคภัณฑ์แย่ ฉุดหุ้นทั่วโลกดิ่ง

โภคภัณฑ์แย่ ฉุดหุ้นทั่วโลกดิ่ง

30 กันยายน 2558

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกดิ่งเหวอย่างรุนแรง นำโดย เกล็นคอร์ พีแอลซี บริษัทเหมืองผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลง ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ราคาหุ้นของเกล็นคอร์หายไปมากถึง 73% นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. และแค่วันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมาเพียงวันเดียว หุ้นก็ร่วงไปมากถึง 29% มากที่สุดในรอบ 1 วันนับตั้งแต่บริษัทดังกล่าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2011 หรือร่วงไปเกือบ 90% นับตั้งแต่ออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ)

นอกจากนี้ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้หุ้นของเกล็นคอร์ร่วงลงอย่างหนัก เป็นผลมาจากการที่บริษัทมีหนี้มหาศาลราว 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ซึ่งอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยการเตรียมจะขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยิ่งทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทดังกล่าวลดลง

อย่างไรก็ตาม ด้านซิตี้กรุ๊ปเปิดเผยว่า การลดระดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวไม่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น และการเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เนื่องจากแม้ราคาทองแดงจะปรับตัวลง แต่ราคาวัตถุดิบอื่นๆ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้เกล็นคอร์น่าจะมีรายได้ก่อนหักภาษีและดอกเบี้ยราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในขณะเดียวกัน เกล็นคอร์ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว เอกชนอื่นๆ ในภาคส่วนเหมืองเองก็ย่ำแย่เช่นเดียวกัน โดยดัชนีเหมืองของบลูมเบิร์กปรับตัวลดลงไปต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี เมื่อการซื้อขายของวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา เช่น หุ้นของอังโกล อเมริกัน พีแอลซี บริษัทเหมืองในสหรัฐที่ปรับตัวลง 10% เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา และปรับลงไปมากถึง 54% นับตั้งแต่ปี 2015 นี้มา หรือหุ้นของบีเอชพี บิลลิตัน บริษัทเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเองก็ปรับตัวลงไปต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี และฉุดตลาดหุ้นของออสเตรเลียให้ปรับตัวลง 2.7% เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ มากกว่า 35 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วเอเชียแปซิฟิก

จากภาวะปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนั้นได้ฉุดให้ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชียแปซิฟิก ปรับตัวลง 2.8% เมื่อเวลา 10.53 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ของวันที่ 29 ก.ย. ในขณะเดียวกันดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเองก็ร่วงลงต่ออีก 0.5% หลังปิดตลาดติดลบมากสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2013

ด้านดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นได้ปรับตัวลงไปมากกว่า 4% ในช่วงก่อนการปิดตลาด ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวมูลค่าสูญไปราว 18% นับตั้งแต่จีนปรับลดค่าเงินหยวนในช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การร่วงลงของตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวทำให้เงินทุนหายไปจากตลาดหุ้นทั่วโลกมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 29 ล้านล้านบาท) ภายในวันเดียว

จอห์น แครีย์ ผู้จัดการกองทุนของไพโอเนียร์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ อิงค์ บริษัทลงทุนในบอสตัน เปิดเผยว่า วิกฤตดังกล่าวประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง จะนำไปสู่ความวุ่นวายในตลาดหลักทรัพย์ในระยะอันใกล้นี้ด้วย

ทั้งนี้ ปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้นไม่ได้มาจากการดิ่งเหวของหุ้นในกลุ่มเหมือง และสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นผลมาจากการดิ่งตัวของหุ้นในกลุ่มไบโอเทคเองก็ปรับตัวลงเช่นกัน ภายหลังจากที่บริษัท ทูริง ฟาร์มาซูติคอล เอจี บริษัทยาในสหรัฐ ที่ขึ้นราคายาดาราพิม ยาสำหรับผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อเอชไอวีถึง 50 เท่า ส่งผลให้ดัชนีกลุ่มไบโอเทคตกลงมากถึง 13% นับถึงวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากตลาดหุ้นแล้ว ตลาดพันธบัตรและตลาดค่าเงินเองก็ได้รับผลกระทบจากภาคส่วนเหมืองดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยค่าเงินเหรียญออสเตรเลียอ่อนค่าลงไปมากสุดในรอบเกือบ 6 ปีครึ่ง ในขณะที่นักลงทุนวิ่งเข้าหาค่าเงินที่ปลอดภัยอย่างฟรังก์ของสวิส และค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ที่ยังมีผลงานดีอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท