
ผนึกกำลังรื้อแผน 'พีดีพี' ค้านโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ต่อ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา คือให้ยกเลิกแผนพีดีพี 2015 แล้วจัดทำใหม่
นั่นเพราะแผนพีดีพี 2015 ประมาณการความต้องการไฟฟ้าและคำนวณตัวเลขกำลังไฟฟ้าสำรอง “เกินจริง” เป็นเหตุให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่าย (งบลงทุนสำหรับสร้างโรงไฟฟ้า) ซึ่งแฝงมากับค่าไฟในแต่ละเดือน รวมแล้วกว่า 6.7 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 20 ปีต่อจากนี้
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ย้อนกลับไปยังฐานคิดของการจัดทำแผนพีดีพี 2015 รวมถึงแผนพีดีพีฉบับอื่นๆ ก่อนหน้า พบว่ามี 2 หลักใหญ่ใจความ เริ่มจากการพยากรณ์ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ยิ่งเศรษฐกิจดียิ่งใช้ไฟฟ้ามาก) จากนั้นก็จะเข้ากำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงพลังงาน ก่อนจะเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ การพยากรณ์เหล่านั้น “สูงเกินจริง” มาโดยตลอด นั่นทำให้มีความพยายามสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มทั้งที่ไม่มีความจำเป็น
นอกจากนี้ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้กำหนดให้ประเทศไทยต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรอง 15% ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่า บางช่วงบางตอนประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองมากถึง 30-40%
ในเมื่อทุกอย่างมีต้นทุน-ค่าใช้จ่าย เหตุใดต้องสำรองมากจนเกินความจำเป็นขนาดนั้น?
มีคำอธิบายจาก สันติ โชคชัยชำนาญกิจ นักวิชาการกลุ่มจับตาพลังงาน ที่ระบุว่า กฟผ.เคยให้เหตุผลถึงสาเหตุที่ทำให้กำลังไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่มากว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจตกต่ำและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในอีก 20 ปีข้างหน้าลดลงจาก 4.41 ต่อปี เหลือ 3.94 ต่อปี จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าน้อยลงจนเหลือกำลังสำรองมาก
สันติ ตั้งคำถามว่า ในเมื่อการใช้ไฟฟ้าลดลง เหตุใดในแผนพีดีพี 2015 กลับเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 แห่ง เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าขนาดต่างๆ ทำให้มีกำลังการผลิตสูงกว่า 5.7 หมื่นเมกะวัตต์
สันติ บอกอีกว่า หากเทียบเคียงเม็ดเงินลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอัตราเมกะวัตต์ละ 50 ล้านบาท จากตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะพบว่ามีกำลังผลิตที่เกินจากสำรอง 15% คิดเป็นเงินลงทุน 6.7 แสนล้านบาท
“ถ้าเอาโรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ออกจากแผนการก่อสร้างก็ยังพบว่ากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองในอีก 12 ปีข้างหน้า คือปี 2558-2570 จะสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี แล้วทำไม กฟผ.จึงต้องรีบเปิดประมูลทั้งๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นในระยะเวลา 12 ปีต่อจากนี้” สันติ ตั้งคำถาม
วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อธิบายเพิ่มว่า จนถึงปัจจุบันชัดเจนว่าค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าซึ่งแปรผันตามการขยายตัวของจีดีพีนั้นไม่ตรงตามความจริง เห็นได้จากในปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการไฟฟ้าถึงกับ “ติดลบ” ด้วยซ้ำ
“แผนพีดีพีที่จัดทำตั้งอยู่บนสมมติฐานเดิมมาตลอด เราเชื่อกันว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 4% หรือประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่เมื่อดูตัวเลขปี 2556-2557 กลับพบว่าเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น นั่นเท่ากับแผนพีดีพีผิดพลาด ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง” วิฑูรย์ ยืนยันข้อมูล
สอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอด เดชรัตน์ สุขกำเนิด จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สำทับข้อเท็จจริงอีกว่า ข้อมูลปี 2558 แผนพีดีพี 2015 พยากรณ์ไว้ว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 29,051 เมกะวัตต์ ในขณะที่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยใช้ไฟฟ้าสูงที่สุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2558 อยู่ที่ 27,198 เมกะวัตต์
คลาดเคลื่อนถึง 1,853 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าโรงไฟฟ้ากระบี่กว่า 2 โรง เรียกได้ว่าเกิดความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นแผนพีดีพี 2015
นอกจากนี้ อาจารย์เดชรัตน์ ยังได้อ้างตัวเลขประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวจาก สศช. เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2557 ที่พยากรณ์ไว้ว่า ปี 2557 เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.0 ปี 2558 ขยายตัว 4.0 ปี 2559 ขยายตัว 4.4 ปี 2560 ขยายตัว 4.7 ปี 2561 ขยายตัว 4.3
แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อเรียกร้องในข้างต้น คือยกเลิกแผนพีดีพี 2015 แล้วจัดทำใหม่ และชะลอโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยทันที







