posttoday
ผนึกกำลังรื้อแผน 'พีดีพี' ค้านโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา

ผนึกกำลังรื้อแผน 'พีดีพี' ค้านโรงไฟฟ้ากระบี่-เทพา

09 กันยายน 2558

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ต่อ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา คือให้ยกเลิกแผนพีดีพี 2015 แล้วจัดทำใหม่

นั่นเพราะแผนพีดีพี 2015 ประมาณการความต้องการไฟฟ้าและคำนวณตัวเลขกำลังไฟฟ้าสำรอง “เกินจริง” เป็นเหตุให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่าย (งบลงทุนสำหรับสร้างโรงไฟฟ้า) ซึ่งแฝงมากับค่าไฟในแต่ละเดือน รวมแล้วกว่า 6.7 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 20 ปีต่อจากนี้

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

ย้อนกลับไปยังฐานคิดของการจัดทำแผนพีดีพี 2015 รวมถึงแผนพีดีพีฉบับอื่นๆ ก่อนหน้า พบว่ามี 2 หลักใหญ่ใจความ เริ่มจากการพยากรณ์ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า โดยพิจารณาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ยิ่งเศรษฐกิจดียิ่งใช้ไฟฟ้ามาก) จากนั้นก็จะเข้ากำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงพลังงาน ก่อนจะเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ การพยากรณ์เหล่านั้น “สูงเกินจริง” มาโดยตลอด นั่นทำให้มีความพยายามสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มทั้งที่ไม่มีความจำเป็น

นอกจากนี้ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้กำหนดให้ประเทศไทยต้องมีกำลังไฟฟ้าสำรอง 15% ทว่าในความเป็นจริงกลับพบว่า บางช่วงบางตอนประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองมากถึง 30-40%

ในเมื่อทุกอย่างมีต้นทุน-ค่าใช้จ่าย เหตุใดต้องสำรองมากจนเกินความจำเป็นขนาดนั้น?

มีคำอธิบายจาก สันติ โชคชัยชำนาญกิจ นักวิชาการกลุ่มจับตาพลังงาน ที่ระบุว่า กฟผ.เคยให้เหตุผลถึงสาเหตุที่ทำให้กำลังไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่มากว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจตกต่ำและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในอีก 20 ปีข้างหน้าลดลงจาก 4.41 ต่อปี เหลือ 3.94 ต่อปี จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าน้อยลงจนเหลือกำลังสำรองมาก

สันติ ตั้งคำถามว่า ในเมื่อการใช้ไฟฟ้าลดลง เหตุใดในแผนพีดีพี 2015 กลับเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 แห่ง เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าขนาดต่างๆ ทำให้มีกำลังการผลิตสูงกว่า 5.7 หมื่นเมกะวัตต์

สันติ บอกอีกว่า หากเทียบเคียงเม็ดเงินลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอัตราเมกะวัตต์ละ 50 ล้านบาท จากตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะพบว่ามีกำลังผลิตที่เกินจากสำรอง 15% คิดเป็นเงินลงทุน 6.7 แสนล้านบาท

“ถ้าเอาโรงไฟฟ้ากระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ออกจากแผนการก่อสร้างก็ยังพบว่ากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองในอีก 12 ปีข้างหน้า คือปี 2558-2570 จะสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี แล้วทำไม กฟผ.จึงต้องรีบเปิดประมูลทั้งๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นในระยะเวลา 12 ปีต่อจากนี้” สันติ ตั้งคำถาม

วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ อธิบายเพิ่มว่า จนถึงปัจจุบันชัดเจนว่าค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าซึ่งแปรผันตามการขยายตัวของจีดีพีนั้นไม่ตรงตามความจริง เห็นได้จากในปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการไฟฟ้าถึงกับ “ติดลบ” ด้วยซ้ำ

“แผนพีดีพีที่จัดทำตั้งอยู่บนสมมติฐานเดิมมาตลอด เราเชื่อกันว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 4% หรือประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่เมื่อดูตัวเลขปี 2556-2557 กลับพบว่าเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น นั่นเท่ากับแผนพีดีพีผิดพลาด ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง” วิฑูรย์ ยืนยันข้อมูล

สอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอด เดชรัตน์ สุขกำเนิด จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สำทับข้อเท็จจริงอีกว่า ข้อมูลปี 2558 แผนพีดีพี 2015 พยากรณ์ไว้ว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 29,051 เมกะวัตต์ ในขณะที่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยใช้ไฟฟ้าสูงที่สุด เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2558 อยู่ที่ 27,198 เมกะวัตต์

คลาดเคลื่อนถึง 1,853 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าโรงไฟฟ้ากระบี่กว่า 2 โรง เรียกได้ว่าเกิดความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นแผนพีดีพี 2015

นอกจากนี้ อาจารย์เดชรัตน์ ยังได้อ้างตัวเลขประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวจาก สศช. เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2557 ที่พยากรณ์ไว้ว่า ปี 2557 เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.0 ปี 2558 ขยายตัว 4.0 ปี 2559 ขยายตัว 4.4 ปี 2560 ขยายตัว 4.7 ปี 2561 ขยายตัว 4.3

แน่นอนว่าตัวเลขดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้เลย

ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อเรียกร้องในข้างต้น คือยกเลิกแผนพีดีพี 2015 แล้วจัดทำใหม่ และชะลอโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยทันที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท