
จีนฟรีซทุนขาออก ระดมกำลังกู้ค่าเงินหยวน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ถึงแม้ในที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำทั้ง 20 ปรเทศ (จี20) โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) จะให้คำมั่นว่าจีนจะเลิกมาตรการแทรกแซงค่าเงินหยวน อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมาจีนกลับระดมสรรพกำลังต่างๆ เพื่อกู้สถานการณ์ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว
บลูมเบิร์ก รายงานว่า สำนักบริหารเงินตราต่างประเทศของจีน (เอสเอเอฟอี) ไม่ได้จัดสรรโควตาการลงทุนในต่างประเทศแก่นักลงทุนจีนเป็นเวลากว่า 5 เดือนติดต่อกันจนถึงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาการสกัดกั้นทุนไหลออกที่ยาวนานที่สุดในรอบ 6 ปี
ทั้งนี้ เอสเอเอฟอี ได้ตั้งโครงการ “คิวดีไอไอ” ขึ้นมา ซึ่งเป็นโครงการที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สัญชาติจีน 132 แห่ง สามารถลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้ตามโควตาที่รัฐบาลกำหนด โดยปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 8.99 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.23 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดียวกันการจัดสรรโควตาสำหรับการลงทุนสินทรัพย์ในจีนกลับเพิ่มขึ้น 1.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.403 แสนล้านเหรียญหรัฐ (ราว 5.05 ล้านล้านบาท) หรือเท่ากับโควตา “คิวดีไอไอ” ของจีนปรับเพิ่มขึ้น 8% เท่านั้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ หลังจากที่ดิ่งลง 1% เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา แต่ทว่าโควตาการลงทุนจากภายนอกในจีนกลับเพิ่มขึ้นสวนทางถึง 15%
บลูมเบิร์กยังระบุอีกว่า จีนกำลังพยายามผ่อนคลายมาตรการควบคุมของรัฐบาลเพื่อเปิดเสรีให้กับตลาดทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการพิจารณาสกุลเงินหยวนให้เข้าไปอยู่ในสกุลเงินหลักของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งเท่ากับส่งเสริมสถานะความเป็นสากลของสกุลเงินหยวน แต่ทว่า ในขณะเดียวกันจีนจำเป็นต้องใช้มาตรการบางอย่างเพื่อสกัดกั้นสภาวะทุนไหลออกหลังจากที่สภาพเศรษฐกิจแดนมังกรขยายตัวต่ำที่สุดที่ราว 7% ซึ่งถือว่าชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้บรรดานักลงทุนในจีนซึ่งเผชิญกับสภาพดิ่งลงอย่างรุนแรงในตลาดทุนถึง 40% ไปก่อนหน้านี้ และการตัดสินใจปรับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) พยายามกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ขณะที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงถึง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
“เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพที่เงินหยวนไหลออกมากเกินไป ผมไม่คิดว่าทางการจะให้โควตาลงทุนเพิ่มในเร็วๆ นี้” โทมัน กวาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของฮาเวสต์ โกลบอล อินเวสเม้นต์ในฮ่องกง กล่าว
ในวันเดียวกัน ข้อมูลจากพีบีโอซี ระบุว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนปรับลดลงรวดเดียวถึง 9.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.38 ล้านล้านบาท) ภายในเดือนเดียวเป็น 3.56 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนเหือดแห้งไปแล้วถึง 4.11 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ด้าน หลี่เมียวเสี่ยน นักลงทุนของโบคอม อินเตอร์เนชั่นแนลโฮลดิ้งส์ ในปักกิ่ง แสดงความเห็นว่า ทางการจีนขายทุนสำรองออกเพื่อซื้อเงินหยวน ซึ่งจะทำให้ค่าเงินหยวนแข็งค่ามากขึ้น
“หากพีบีโอซียังคงแทรกแซงค่าเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศจะยังคงดิ่งลงเช่นนี้ต่อไป” หลี่เมียวเสี่ยน กล่าว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มีการคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ส่งผลให้เกิดสภาพสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าซึ่งกดดันให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยสัดส่วนทุนสำรองของจีนปรับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่แล้ว จากการได้ดุลการค้าจากทั่วโลก
นอกจากนี้ รอยเตอร์สยังรายงานอ้างแหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (ซีเอสอาร์ซี)ว่า ทางการจีนได้พยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนด้วยการออกมาตรการหลายอย่างที่จะทำให้ตลาดดูมีเสถียรภาพมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการพิจารณาการดำเนินมาตรการ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” ซึ่งเป็นการยุติการซื้อขายในตลาดหุ้นชั่วคราว เพื่อสกัดกั้นสภาพตลาดผันผวนผิดปกติ
ด้าน โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการพีบีโอซี ยังยอมรับว่า มีสภาพฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีนเมื่อเดือน มี.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการจีนพยายามแก้ไขถึง 3 ครั้ง
“ฟองสบู่ก่อตัวไปจนถึงช่วงกลางเดือน มิ.ย. รัฐบาลจีนพยายามแก้ไขถึง 3 ครั้ง ซึ่งใน 2 ครั้งแรกไม่มีผลกระทบในระดับนานาชาติ แต่ครั้งที่ 3 ซึ่งเพิ่งมีขึ้นในเดือน ส.ค. กลับส่งผลกระทบไปทั่วโลก” โจวเสี่ยวฉวน กล่าว
ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ประกาศปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเมื่อปี 2014 เป็น 7.3% จากก่อนหน้านี้ที่ 7.4% โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ได้มีการปรับอัตราการเติบโตในอุตสาหกรรมภาคบริการจากเบื้องต้นที่ 8.1% เป็น 7.8%
อย่างไรก็ตาม ฉวงติง หัวหน้าเศรษฐศาสตร์จีนของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดในฮ่องกง แสดงความเห็นว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการปรับการเติบโตของเศรษฐกิจในครั้งนี้มีเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากฐานก่อนหน้านี้ก็ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว







