
มังกรฟาดหาง ฉุดส่งออกเอเชียโคม่า
สภาพเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัวที่สุดรอบ 2 ทศวรรษกำลังสร้างแรงฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วทวีปเอเชีย แต่สหรัฐยังมั่นใจจีนมีเสถียรภาพพอ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
สภาพเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัวที่สุดรอบ 2 ทศวรรษกำลังสร้างแรงฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วทวีปเอเชีย แต่สหรัฐยังมั่นใจจีนมีเสถียรภาพพอ
วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า สภาพเศรษฐกิจจีนที่อาจเติบโตได้ที่ราว 7% ในปีนี้ซึ่งถือว่าชะลอมากที่สุดในรอบ 20 ปี กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบให้สภาพเศรษฐกิจทั่วทั้งเอเชียชะลอตัวตามไปด้วย
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดการเติบโตของภาคการผลิตในจีน อันเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างมาก โดยการเปิดเผยพีเอ็มไอของรัฐบาลประจำเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าปรับตัวลงมาอยู่ที่ 49.7 จุด ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 และปรับตัวลงจาก 50 จุด เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่พีเอ็มไอซึ่งจัดทำโดยฝ่ายเอกชนระหว่างไฉ่สิ้นและมาร์กิตปรับตัวลงไปอยู่ที่ 47.3 จุด เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความวุ่นวายในตลาดทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ ทางธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ยังดำเนินมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่ด้วยการปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นการส่งออก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้คู่ค้าของจีนเผชิญกับสภาพการส่งออกที่ชะลอตัวลงกันถ้วนหน้า เนื่องจากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้สินค้านำเข้ามาราคาแพงขึ้น
หนึ่งในนั้นคือเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศแรกที่เปิดเผยตัวเลขการส่งออกหลังจากที่จีนปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง โดยการเติบโตของการส่งออกในเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงถึง 14.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยการส่งออกไปจีนโดยเฉพาะหดตัวลงถึง 8.8% ซึ่งเท่ากับมูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้ 1 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกไปยูโรโซนซึ่งถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่เช่นกันปรับลดลงถึง 20.8%
ด้าน เฟรเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้จับตาเศรษฐกิจของเอเชียประจำเอชเอสบีซี แสดงทัศนะว่า การส่งออกเกาหลีใต้ไม่ได้หดตัวเพราะแรงซื้อจากจีนหดลงโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดิ่งลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกอีกด้วย
“การชะลอตัวของเศรษฐกิจและผลของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลงทั่วโลก ส่งผลกระทบในแง่ลบที่หยั่งรากลึกและกระจายในวงกว้าง” นิวแมนน์ กล่าว
กรณีดังกล่าวทำให้ประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรอย่างออสเตรเลียซึ่งพึ่งพาตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในจีนเผชิญสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตเพียง 0.2% เท่านั้น เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมาซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.4%
ด้าน โจ ฮอกกี้ รัฐมนตรีคลังแดนจิงโจ้ แสดงความเห็นว่า ไม่ใช่ออสเตรเลียที่เดียวเท่านั้นที่เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อย่างแคนาดาและบราซิลก็เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งปรากฏว่าอยู่ในภาวะหดตัวเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะหดตัวต่อไปจนถึงไตรมาส 3 ก็ได้รับผลกระทบจากแรงซื้อที่เบาบางในจีนเช่นกัน โดยการส่งออกจากญี่ปุ่นไปจีนปรับตัวลดลงถึง 10.8% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และคาดว่าอาจจะชะลอตัวต่อไปในช่วงที่เหลือของปี จากแรงซื้อส่วนประกอบสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัวลง
ส่วนสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มาเลเซีย และเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่มีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่และได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของจีน โดยทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศว่าภาคการผลิตเดือน ส.ค.
ที่ผ่านมาชะลอตัวลง หลังจากจีนตัดสินใจปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนลง
อาร์ต โฮแกน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดของวุนเดอร์ลิค ซีเคียวริตี้ แสดงความเห็นว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจของจีนกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความวุ่นวายให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก และสร้างความเสี่ยงให้กับตลาดหุ้นสหรัฐ
“ความกังวลในด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้าไปอยู่ในใจของนักลงทุน ซึ่งสถานการณ์ดูเหมือนจะกลับเข้าไปอยู่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2009 อีกครั้ง” โฮแกน กล่าว
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการคลังของสหรัฐรายหนึ่งเปิดเผยว่า สหรัฐเชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถบริหารจัดการภาวะความเสี่ยงในช่วงขาลงได้ แต่กระนั้นสหรัฐยังคงต้องการความชัดเจนว่าจีนจะจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร
“เรากังวลว่าหากเศรษฐกิจจีนกำลังผงกหัวขึ้น แต่รัฐบาลไม่สามารถสร้างแรงส่งได้ ก็อาจจะทำให้เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลก ตามความรู้สึกของผม รัฐบาลจีนมีเครื่องมือพร้อมอยู่แล้ว และมีศักยภาพเพียงพอ แต่จีนต้องตระหนักให้ได้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ระบุ
ทั้งนี้ รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจให้ได้ 7% ในปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่เพื่อรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไว้ ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยถึง 5 ครั้งนับตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงปรับกฎเกณฑ์สำรองเงินฝากของธนาคารเพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการงดเว้นการเก็บภาษีให้กับธุรกิจ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล
การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนมีขึ้นตามการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการผลิตเป็นเน้นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจปรับตัวตามไม่ทัน จนเศรษฐกิจอยู่ในสภาพชะลอตัว
“แรงหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยังมีไม่เพียงพอสำหรับภาคการผลิต ขณะที่การบริโภคก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้” เจ้าชิงเฮ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันสถิติแห่งชาติจีน กล่าว







