
เฟดปวดหัว
ตลาดหลักทรัพย์จีนผันผวนอย่างหนักและเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการตัดสินใจจะขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงและสงครามค่าเงินที่ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์จีนผันผวนอย่างหนักและเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการตัดสินใจจะขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงและสงครามค่าเงินที่ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาร์ก กิลเบิร์ต นักคอลัมนิสต์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก สำนักข่าวทางเศรษฐกิจชื่อดัง เปิดเผยว่า เฟดยังมีเรื่องปวดหัวมากกว่าตลาดหลักทรัพย์จีน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสงครามค่าเงินเสียอีก นั่นคือ ราคาผู้บริโภคที่เดินหน้าปรับตัวลดลงนั่นเอง
กิลเบิร์ต ระบุว่า ราคาผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงสังเกตได้จากความต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกับการชดเชยผู้ถือพันธบัตรยามอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าด้านของฝ่ายพันธบัตรยูโรอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐย่ำแย่ขนาดไหน
นอกจากนี้ บางส่วนยังมั่นใจว่าเฟดได้ดำเนินการนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดไปแล้ว แม้เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและยังคงไว้ที่ 0.25% ก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่น โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ เปิดเผยดัชนีชีวัดสภาพการเงินที่ขึ้นไปมากกว่า 100 จุด ระหว่างปี 2015 นี้ แสดงให้เห็นว่าเฟดได้ใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดอยู่ในขณะนี้ โดยดัชนีดังกล่าวคำนวณจากอัตราทั่วไปในตลาดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์และตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตรา
ในขณะเดียวกัน สเวน จารี สเตห์น นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ก็เปิดเผยว่า จากสภาพของตลาดในขณะนี้อาจจะฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐได้มากถึง 0.5% เลยทีเดียว ซึ่งกิลเบิร์ต ระบุว่า ไม่เป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐเอาเสียเลย







