
จีนส่อเลิกอุ้มตลาด มั่นใจเศรษฐกิจแกร่งพอ
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของตลาดหลักทรัพย์จีนยังคงปรับตัวลดลงไปอีก 7.63% หรือ 244.94 จุด ไปอยู่ที่ 2,964.97 จุด เมื่อวานนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของตลาดหลักทรัพย์จีนยังคงปรับตัวลดลงไปอีก 7.63% หรือ 244.94 จุด ไปอยู่ที่ 2,964.97 จุด เมื่อวานนี้ เป็นการปิดตลาดที่แดนลบติดต่อกันเป็นวันที่ 4 แล้ว โดยในระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์จีนร่วงลงไปถึง 15% แม้ว่าทางการจีนจะพยายามอัดฉีดตลาดหลักทรัพย์เท่าไรก็ตาม
ทางด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวภายในจากเจ้าหน้าที่จีนว่า จีนเตรียมที่จะหยุดใช้มาตรการการเข้าแทรกแซงตลาดหลักทรัพย์ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงข้อดีข้อเสียของการเข้าแทรกแซงตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งผู้กำหนดนโยบายของจีนบางส่วนเห็นว่าการดิ่งลงของตลาดหลักทรัพย์จะส่งผลจำกัดต่อเศรษฐกิจจีน และการเข้าอุ้มตลาดหุ้นก็ใช้งบประมาณมากเกินไป ในขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนการแทรกแซงตลาดหุ้นก็ให้เหตุผลว่าการปรับตัวลดลงของหลักทรัพย์จะส่งผล
กระทบต่อระบบธนาคาร
สอดคล้องกับหนังสือพิมพ์อีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชั่น เดลี ของรัฐบาลจีน ที่ระบุว่า จีนอาจยุติการสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นอาจจะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเช่นเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
“เราไม่ควรสูญเสียความเชื่อมั่นในการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก” หนังสือพิมพ์อีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชั่น เดลี ระบุ
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังระบุอีกด้วยว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกนั้นเป็นไปตามอารมณ์ของนักลงทุนมากกว่าที่จะเป็นไปตามหลักการและข้อมูลพื้นฐาน
“ไม่ดีเลยที่จะให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นฟูหันความสนใจไปยังตลาดหลักทรัพย์มากกว่าที่จะเป็นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ” หนังสือพิมพ์อีโคโนมิกส์ อินฟอร์เมชั่น เดลี ระบุ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนต่างตื่นตระหนกจากการรายงานของหนังสือพิมพ์จีนดังกล่าว กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์จีนปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอีกด้วยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (ซีเอสอาร์ซี) ยังไม่ตอบรับต่อการระงับเข้าแทรกแซงดังกล่าวแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ประกาศอัดฉีดเพิ่มเติม 1.5 แสนล้านหยวน (ราว 8.3 แสนล้านบาท) ผ่านข้อตกลงการซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 7 วัน
บลูมเบิร์กยังรายงานอ้างแหล่งข่าวภายในองค์กรด้านเศรษฐกิจจีนว่า จีนกำลังทำวิจัยรายงานเศรษฐกิจภายใต้ปัจจัยค่าเงินหยวนที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงไปแตะ 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2015 นี้ สวนทางกับบรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 6.5 หยวน/เหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2015 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนอาจจะใช้มาตรการทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนตัวลงอีกในปีนี้
นอกจากนี้ จีนยังคาดการณ์ให้ค่าเงินหยวนในปี 2016 อยู่ที่ 8 หยวน/เหรียญสหรัฐ หรืออ่อนค่าหยวนอีก 20% ภายในสิ้นปี 2016 ซึ่งมากกว่าการอ่อนค่าหยวนนับตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. ที่จีนปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนรายวันรวมกันไปถึง 8%
ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนในวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา อ่อนค่าลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยอยู่ที่ 6.4135 หยวน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 14.28 น. ตามเวลา
ท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ อี้กัง รองผู้ว่าการพีบีโอซี ได้ปฏิเสธแนวคิดการปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนลง 10% เพื่อพยุงภาคการส่งออกเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กคำนวณความเป็นไปได้ที่ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าไปมากกว่า 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ จากความผันผวนของตลาดไว้ที่ 9%
โจห่าว นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์เอจี วาณิชธนกิจจากเยอรมนี สาขาสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ยังมีความเป็นไปได้อยู่ที่จีนจะปรับค่าเงินหยวนให้อ่อนลงไปจนถึง 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามการอ่อนค่าเงินหยวนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้สกุลเงินต่างชาติ และเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออกอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ ด้านกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 (จี7) มีการตอบสนองต่อการปรับตัวลดลงของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยนอกจากจีนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์นิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นยังปรับลงไป 3.9% เป็น 17,806.70 จุด และก่อนหน้านี้ บรรดาตลาดหลักทรัพย์หลักของสหรัฐก็ปรับลงไปราว 4% ในการซื้อขายของวันที่ 24 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
โยชิฮิเดะ ซูกะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า กลุ่มประเทศ จี7 ซึ่งประกอบไปด้วย ญี่ปุ่น อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหรัฐ จะร่วมมือกันเพื่อรับมือกับผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกผันผวนอย่างหนักในระยะนี้
นอกจากนี้ ซูกะ เปิดเผยแสดงความกังวลว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหลักทรัพย์ ประกอบกับการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเยนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 2%
ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็น 119.60 เยน/เหรียญสหรัฐในตลาดกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ 118.51 เยน/เหรียญสหรัฐในตลาดนิวยอร์ก หลังจากที่แข็งค่ามากขึ้นเป็น 116.18 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ในสัปดาห์ที่แล้วที่ค่าเงินเยนเทียบเหรียญสหรัฐอยู่ที่ 124 เยน/เหรียญสหรัฐ
สอดคล้องกับ ทาโร อาโซะ รัฐมนตรีการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า แม้จะกังวลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามทางกระทรวงการคลังญี่ปุ่นยังไม่มีการพูดคุยถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้







