
บึ้มกลางกรุงเขย่าเศรษฐกิจไทย เชื่อกระทบท่องเที่ยวระยะสั้น
การลอบวางระเบิดที่ใจกลางกรุงแยกราชประสงค์ของไทย เมื่อคืนวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การลอบวางระเบิดที่ใจกลางกรุงแยกราชประสงค์ของไทย เมื่อคืนวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยพระพรหมเอราวัณได้เปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนต่างหลั่งไหลไปไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึง แพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ได้เข้าร่วมไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เสาหลักทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ของไทย เห็นได้จากหุ้นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี
นอกจากนี้ อลิเซีย ซีอะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารของไดเนสตี ทราเวล บริษัทการท่องเที่ยวสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ได้ร้องขอให้นักท่องเที่ยวจำนวนราว 150 คน เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวประเทศไทยไปท่องเที่ยวประเทศอื่น
อย่างไรก็ตาม ดิลลิป ราจาคาริเออร์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) ไมเนอร์โฮเต็ลกรุ๊ป ที่บริหารโรงแรมชื่อดังหลายโรงแรมในไทย เช่น โฟร์ซีซั่นส์ และเซนต์รีจีส เปิดเผยผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า แม้ในช่วง 2 วันแรกจะเริ่มมีการยกเลิกจองห้องพักแล้ว อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของนักท่องเที่ยวจะเป็นแค่ระยะสั้นเท่านั้น และจะฟื้นตัวในอีก 2 เดือนข้างหน้า
ราจาคาริเออร์ เปิดเผยอีกด้วยว่า ประเทศไทยเคยประสบปัญหามาแล้วหลายครั้งที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทั้งการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) และเหตุการณ์สึนามิในปี 2004 รวมถึงในช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงโลว์ซีซั่นอยู่ และช่วงไฮซีซั่นจะเริ่มในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
ด้านตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซีอีโอไมเนอร์โฮเต็ลกรุ๊ป แสดงทัศนะว่า จะไม่กระทบมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนยังมีตัวเลือกที่จะไปท่องเที่ยวในส่วนอื่นๆ ของประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น เชียงใหม่ สมุย ภูเก็ต เป็นต้น
“อะเมซิ่งไทยแลนด์ ยังคงอะเมซิ่งเช่นเคย” ราจาคาริเออร์ กล่าว
ในขณะเดียวกัน ราจาคาริเออร์ เปิดเผยว่า ทางโรงแรมต่างๆ เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกับรัฐบาลไทยที่มีความกระตือรือร้นในการกู้ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว
สอดคล้องกับ อดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของอเบอร์ดีน ประเทศไทย บริษัทเพื่อการลงทุน ระบุว่า ภาคส่วนการท่องเที่ยวไทยอาจจะปรับลดลงเพียง 10% ในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม อดิเทพ ระบุว่า หากเกิดการโจมตีครั้งใหม่ขึ้น จะยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความมั่นคงของประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เปิดเผยว่า เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และหากภาคการ
ท่องเที่ยวของไทยอ่อนแอลงในช่วง 2-3 ไตรมาสหน้า จะยิ่งกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้าง สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเครดิตสวิส สาขาสิงคโปร์ ว่า การท่องเที่ยวไทยนับเป็นแรงขับการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้านเดียวที่เหลืออยู่ และการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีจะย่ำแย่ยิ่งกว่านี้ ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง โดยเฉพาะชาวจีน
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย โดยมีนักท่องเที่ยวมากถึง 25 ล้านคน มาเที่ยวในประเทศไทยในปี 2014
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจและการส่งออกไทยอีกด้วย
นอกจากนี้ เหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่แยกสำคัญของไทย ยังส่งผลให้ธนาคารเครดิตสวิส ธนาคารออสเตรเลียแอนด์นิวซีแลนด์ (เอเอ็นซี) และบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ โฮลดิ้งส์ ออกคาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปี 2015
เหว่ยเวนอึ้ง นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเอเอ็นซี สาขาสิงคโปร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. เนื่องจากคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวจะคิดเป็นถึง 20% ของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ อึ้ง ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยคือความต้องการซื้อภายในประเทศต่ำ ส่งผลให้ ธปท.อาจอ่อนค่าเงินบาทเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกแทน
ด้าน เดวิด วินเนอร์ตี ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุนของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า โอกาสที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกมีอยู่ 50% โดยในขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่คาดการณ์ว่าจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย กับฝ่ายที่คาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยราว 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประชุมกันในวันที่ 16 ก.ย.ที่จะถึงนี้
ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการปรับคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดย ยูเบ็น พาราคูลเลส และลวันยา วันเกตสวารัน นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่เกิดเหตุดังกล่าวนับเป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวทางการเมือง
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระ โฮลดิ้งส์ เปิดเผยอีกด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่รุนแรงของรัฐบาลที่กำลังตกอยู่ใต้ความกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จนอาจประกาศกฎอัยการศึกในเวลาต่อมา







