
Omotenashi Shikoku 3
เช้าวันรุ่งขึ้น เราแวะไปชมสวน Ritsurin กันก่อน สวนแห่งนี้นับเป็นสวนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาะชิโกกุก็ว่าได้
เช้าวันรุ่งขึ้น เราแวะไปชมสวน Ritsurin กันก่อน สวนแห่งนี้นับเป็นสวนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาะชิโกกุก็ว่าได้ เพราะถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน Special Place of Scenic Beauty ซึ่งประกอบด้วยธรรมชาติแท้อย่างภูเขา โตรกเขา ทะเล ทะเลสาบ น้ำตก และกึ่งธรรมชาติอย่างสวนต่างๆเช่น อ่าวมัทสึชิมะ สวนฮามะริคิว อุทยานคามิโคชิ ทะเลสาบโทวาดะ ภูเขาไฟฟูจิ รวมๆ แล้วประมาณ 36 แห่งทั่วญี่ปุ่น และมีแค่สวน Ritsurin แห่งเดียวเท่านั้นที่ตั้งอยู่บนเกาะชิโกกุ กินพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 7.5 แสนตารางเมตร แบ่งออกเป็นฝั่งเหนือและใต้ มีจุดแวะชมวิวถึง 30 แห่ง เดิมทีสวนนี้เป็นของไดเมียวตระกูล Ikoma และสืบทอดมายังตระกูล Matsudaira สายของตระกูล Tokugawa แล้ว จึงถูกเปลี่ยนมาเป็นสวนสาธารณะในยุคปฏิรูปเมจิ จะเดินชมให้ทั่วถึงต้องมีเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ถ้ามีเวลาไม่มากจะเลือกเดินชมแค่ฝั่งเดียวก็ได้ แต่ดูจากแผนที่แล้วฝั่งทิศเหนือน่าจะดีกว่า เพราะมีจุดสำคัญๆ หลายแห่งให้ชมตั้งแต่เรือนน้ำชา Higurashi-tei และ Kyu Higurashi-tei กลางสวนสวย เรือนรับรอง Kikugetsu-Tei ริมทะเลสาบ Nan-ko ที่ควรแวะเข้าไปนั่งจิบชาชมวิวดุจดั่งเป็นท่านไดเมียว เสร็จแล้วก็เดินเลาะริมทะเลสาบบนเส้นทาง Fugan ที่อุดมไปด้วยต้นเมเปิ้ล ยิ่งมาในช่วงปลายเดือน พ.ย. ก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีกันอย่างจุใจ เดินเรื่อยมาจนถึงจุดชมวิวบนเนิน Hiraiho เพื่อชื่นชมความงดงามของสะพาน Engetsu ที่ทอดข้ามทะเลสาบ Nan-ko และมีภูเขา Shiun เป็นฉากหลัง ถือว่าเป็น Landmark ที่คุ้นตาของที่นี่รวมทั้งของเมือง Takamatsu ด้วย นอกจากจะเดินชมแล้ว ที่นี่ยังมีบริการถ่อเรือชมสวนในทะเลสาบ Nan-ko เลียนแบบกิจกรรมของท่านไดเมียวอีกด้วย
ชมสวนเสร็จก็เดินทางต่อไปยังเมือง Kotohira อันเป็นที่ตั้งของ Kotohira-gu หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kompirasan ศาลเจ้าดังที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะชิโกกุ เพราะว่าอย่างแรกคือที่นี่เดิมทีเคยเป็นวัดมาก่อนแล้วมีการเปลี่ยนเป็นศาลเจ้าสลับกลับไปกลับมาและถูกกำหนดให้เป็นศาลเจ้าอย่างถาวรในสมัยเมจิ ที่นี่เลยมีสิ่งก่อสร้างทั้งของพุทธและชินโตปะปนกัน แปลกตากว่าศาลเจ้าอื่น อย่างที่สองศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่กล่าวขวัญว่าเข้าถึงได้ยาก เพราะตั้งอยู่บนภูเขา Zozu การจะเดินขึ้นไปที่ศาลเจ้าหลัก (Main Hall) ต้องขึ้นบันไดไปถึง 785 ขั้น คนแรงดียังใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง และถ้าต้องการขึ้นไปยังศาลชั้นใน (Inner Shrine) ก็ต้องเดินต่ออีก 583 ขั้น ใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมง รวม 1,368 ขั้น หรือระยะเดินหนึ่งชั่วโมงอัพ ขึ้นอยู่กับพลังขาของแต่ละท่าน ส่วนท่านที่ศรัทธาสูงแต่พลังวังชาไม่สูงตาม ก็สามารถใช้บริการคนแบกเกี้ยว โดยมีค่าบริการขาขึ้นอยู่ที่ 5,300 เยน และขาลง 3,200 เยน ถ้าเหมาขึ้นลงก็ถูกกว่าจ่ายแค่ 6,800 เยนเท่านั้น หรือถ้าไม่อยากขึ้นไป ที่ด้านล่างก็มีร้านค้าต่างๆ มากมายให้เดินดูหรือเดินซื้อกัน โดยเฉพาะของฝากขึ้นชื่ออย่าง Sanuki Udon ก็มีขายอยู่ตลอดทาง หรืออยากจะลองชิมก็มีหลายร้านให้เลือก จริงๆ กำหนดการวันนี้คณะของเราจะต้องไปลองทำเส้นอุด้งแล้วก็ทานอาหารที่นั่นเลย แต่พอดีตอนจะขึ้นศาลเจ้า แอบเห็นอุด้งอยู่ร้านหนึ่งคนต่อคิวยาว เลยตั้งใจว่าจะต้องรีบลงมาชิมก่อน
สัปดาห์หน้าค่อยมาเฉลยว่าอุด้งร้านดังกับอุด้งทำมือ แบบไหนจะเด็ดดวงกว่ากัน







