posttoday
‘วีแชท’ แอพพลิเคชั่นจีน เติบโตท่ามกลางแข่งขันสูง

‘วีแชท’ แอพพลิเคชั่นจีน เติบโตท่ามกลางแข่งขันสูง

15 สิงหาคม 2558

ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยียุคปัจจุบันที่มาเร็วไปเร็ว “วีแชท” แอพพลิเคชั่นส่งข้อความสัญชาติจีน

โดย...สราวรรณ ติยโรจน์เวคิน

ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยียุคปัจจุบันที่มาเร็วไปเร็ว “วีแชท” แอพพลิเคชั่นส่งข้อความสัญชาติจีนกลับยืนหยัดทำมูลค่าตลาดและอาจจะแซงเจ้าอื่นๆ โดยจำนวนผู้ใช้งานและรายได้หลายหมื่นล้านบาทนั้น เป็นตัวชี้วัดถึงความนิยมการส่งข้อความของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

บริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ เจ้าของและผู้พัฒนาโปรแกรมส่งข้อความ “วีแชท” ทางสมาร์ทโฟน เปิดตัวแอพพลิเคชั่นนี้เมื่อเดือน ต.ค. 2011 โดยใช้ชื่อว่า “เหวยซิน” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “วีแชท” เมื่อปี 2012 และกวาดรายได้ราว 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.4 แสนล้านบาท) ระหว่างเดือน ก.ค. 2013-มิ.ย. 2014

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเมินว่า โปรแกรมวีแชทในอนาคตอาจมีมูลค่าตลาดมากถึง 8.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.95 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีส่วนแบ่งมูลค่าตลาดเกือบครึ่งของบริษัท เทนเซ็นต์ ขณะที่โปรแกรมแชต คิวคิว (QQ) ของบริษัท เทนเซ็นต์ ยังคงครองตลาดและเป็นที่นิยมใช้บริการอันดับแรก

บริษัท เทนเซ็นต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มียอดผู้ใช้งานโปรแกรมวีแชทปัจจุบันอยู่ที่ราว 600 ล้านคนทั่วโลก ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ผู้คนในยุคปัจจุบันนิยมส่งข้อความหากันมากกว่าการพูดคุยผ่านโทรศัพท์ เข้าเว็บไซต์หรือช็อปปิ้งออนไลน์ในอินเทอร์เน็ต

‘วีแชท’ แอพพลิเคชั่นจีน เติบโตท่ามกลางแข่งขันสูง

 

ด้าน ไบรอัน เบลา นักวิเคราะห์ด้านสื่อโซเชียลมีเดียจากการ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทวิจัยข้อมูลเทคโนโลยี ระบุว่า เทคโนโลยีประเภทที่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้จำนวนมหาศาลมีไม่มากนัก และดูเหมือนว่าโปรแกรมที่ตอบสนองการส่งข้อความจะเป็นหนึ่งในความดึงดูดนั้น

“เมื่อผู้คนนิยมการส่งข้อความ ดังนั้นบริษัทเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการนี้ จึงดึงดูดความสนใจจากเหล่านักลงทุน ซึ่งขับเคลื่อนให้ตลาดเทคโนโลยีมีมูลค่าสูงขึ้น” เบลา กล่าว

บริษัท เทนเซ็นต์ เปิดเผยรายงานยอดผู้ใช้งานวีแชทว่า มียอดผู้ใช้งานเพิ่มจำนวนขึ้น 37% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขณะที่ยอดผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นแชตคิวคิวของบริษัท เทนเซ็นต์ มากสุดอยู่ที่ 843 ล้านคน มากกว่าจำนวนผู้ใช้งานแอพพลิชั่นแชต “วอตส์แอพ” ที่เฟซบุ๊ก อิงค์ ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียชื่อดังลงทุนซื้อไปด้วยมูลค่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.35 แสนล้านบาท)

ด้านโปรแกรมเมสเซนเจอร์ของเฟซบุ๊กมียอดผู้ใช้งานอยู่ที่ราว 700 ล้านคน โปรแกรมพูดคุยแบบเห็นหน้าผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตอย่างสไกป์ มียอดผู้ใช้งานราว 300 ล้านคน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมของบริษัท ไมโครซอฟท์ ที่สามารถส่งข้อความคุยกันได้ด้วย ส่วนทวิตเตอร์ที่วางแผนว่าจะเพิ่มผลกำไรบริษัทให้ได้ 2,240 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.9 หมื่นล้านบาท) ภายในปีนี้ มียอดผู้ใช้งานปัจจุบันเพียงราว 316 ล้านคน

‘วีแชท’ แอพพลิเคชั่นจีน เติบโตท่ามกลางแข่งขันสูง

 

นอกจากนี้ โปรแกรมแชตไวเบอร์มีผู้ใช้งาน 249 ล้านคน โปรแกรมแชตกิกของแคนาดา มีผู้ใช้งานราว 200 ล้านคน ขณะที่กาเกาทอล์กของเกาหลีใต้ มีผู้ใช้งาน 48 ล้านคน

อีกทั้งแอพพลิเคชั่นไลน์ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในญี่ปุ่น มีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นและสหรัฐในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นไลน์ราว 211 ล้านคน และมีรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมาที่ได้มาจากการขายสติ๊กเกอร์และเกมอยู่ที่ 223.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,900 ล้านบาท)

ขณะที่สแนปแชต โปรแกรมแชตของบริษัทเกิดใหม่ โดยโปรแกรมมีคุณสมบัติให้พูดคุยโดยการส่งภาพและข้อความ ซึ่งจะสามารถทำลายตัวเองได้ในเวลาที่ผู้ใช้กำหนด ทำรายได้อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.6 แสนล้านบาท) ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เบลา ยังระบุว่า แม้การแข่งขันในตลาดโปรแกรมแชตจะทวีเพิ่มขึ้น แต่อีก 3-5 ปีข้างหน้า จะมีโปรแกรมแชตผู้ครองตลาดเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้น ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ของบริษัทผู้ให้บริการว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อีกเพียงใด

นักวิเคราะห์ยังกล่าวอีกว่า การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีในภายภาคหน้าอาจไม่เป็นไปตามความคาดหมายหรือความพอใจของบริษัทนัก หากไม่มีการพัฒนาโปรแกรมให้มีความหลากหลายในด้านการใช้งาน

“สิ่งที่เรามองหาปัจจุบัน คือโปรแกรมที่สามารถทำได้หลากหลายอย่าง ซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานได้เพียงอย่างเดียว” เบลา กล่าว

ทั้งนี้ เบลา ระบุเพิ่มเติมว่า แอพพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานได้หลากหลายอย่างในตัวนั้นจะมีโอกาสสร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่า 

หากสำรวจข้อมูลสถิติจำนวนผู้ใช้งานโปรแกรมวีแชทผ่านทางสมาร์ทโฟน จะเห็นได้ชัดว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2012 มีจำนวนผู้ใช้งาน 160.8 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 355 ล้านคน ในไตรมาส 4 ของปี 2013 จนกระทั่งมีผู้ใช้งานทะลุ 500 ล้านคน เมื่อไตรมาส 4 ของปี 2014

เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี เทคโนด ของจีน เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ใช้งานวีแชทคิดเป็นเพศหญิง 36% และเพศชาย 64% โดย 90% ของผู้ใช้งานมีอายุต่ำกว่า 36 ปี และมีเพียง 2% เท่านั้น ที่เป็นผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี

สำหรับ “วีแชท” ไม่ได้เป็นเพียงแค่โปรแกรมส่งข้อความทางสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอำนวยความสะดวกแบบออลอินวัน โดยผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นดังกล่าว สามารถจับจ่ายสินค้าต่างๆ ผ่านโปรแกรม เรียกแท็กซี่ จองโรงแรม หรือจองร้านอาหารได้อีกด้วย

นอกจากนี้ แอดลีย์ บาวเดน กรรมการวิจัยอาวุโสจากบริษัทวิจัยข้อมูล พิทช์บุ๊ก อิงค์ ระบุว่า โอกาสสร้างรายได้ของวีแชทยังมาจากเกมในแอพพลิเคชั่น ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีเจ้าอื่นๆ ก็พยายามพัฒนาแอพพลิเคชั่นส่งข้อความให้มีคุณสมบัติพิเศษอื่นนอกเหนือจากการส่งข้อความเช่นกัน

“แท้จริงแล้วความสำเร็จของวีแชทมาจากการเปลี่ยนเกมกลยุทธ์นิดหน่อยให้กับรูปแบบโปรแกรมส่งข้อความเท่านั้นเอง” บาวเดน กล่าว 

ทั้งนี้ บลูมเบิร์ก ระบุว่า จากข้อมูลการประมาณค่าการเติบโตของ “วีแชท” ดังกล่าวมาแล้ว จะทำให้วีแชทมีมูลค่ามากกว่าบริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ หรือบริษัท ทาร์เก็ต คอร์ป เสียอีก

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง