
จับตา "แบงก์ชาติเอเชีย" ปรับนโยบายหลังค่าเงินวูบ
ธนาคารกลางทั่วเอเชียหลายแห่งเตรียมตัดสินใจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
จับตาธนาคารกลางทั่วเอเชียหลายแห่งเตรียมตัดสินใจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอกหลังจากมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินทั่วเอเชียอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ธนาคารกลางอินเดีย (อาร์บีไอ) ธนาคารกลางออสเตรเลีย (อาร์บีเอ) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ 4 ธนาคารกลางเอเชียที่จะมีการทบทวนนโยบายทางการเงินในสัปดาห์นี้
ก่อนหน้าที่ธนาคารกลางเหล่านี้จะทำการทบทวนและตัดสินใจนโยบายทางการเงินใหม่นั้น ล่าสุด เมื่อวานนี้ได้มีข่าวร้ายจากความเคลื่อนไหวจากจีน เมื่อดัชนีพีเอ็มไอภาคการผลิตปรับลดต่ำลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 ปีที่ 47.8 จุด ถือว่าอยู่ในช่วงถดถอย และยังเป็นการปรับลดต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าวของจีนถือว่าเป็นการเริ่มต้นไตรมาสใหม่ที่ไม่สู้ดีนัก และยังส่งผลให้ตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และในเอเชียต่างพร้อมใจปรับลดลงด้วย
ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ตลาดเกิดใหม่ปรับลดลงถึง 1% เมื่อวานนี้ไปอยู่ที่ 892.84 จุด ที่ตลาดฮ่องกง เป็นการปรับลดประจำเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ไมโซ ดาส นักยุทธศาสตร์การลงทุนจากธนาคารโนมูระ โฮลดิ้งส์ ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า ข้อมูลเศรษฐกิจจากจีนนั้นดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักกับหุ้นจีนต่อไป และอาจจะทำให้เกิดภาวะเปราะบางขึ้นกับตลาดทุนของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ตามไปด้วยเช่นกัน
คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินใดๆ ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามสำหรับอินเดียและออสเตรเลียนั้น นักเศรษฐศาสตร์ต่างจับตามองอย่างยิ่งว่าผลการประชุมที่ออกมาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินของสองประเทศนี้
อินเดียมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงเนื่องจากภัยแล้งที่กระหน่ำอินเดียก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามในขณะนี้สถานการณ์ภัยแล้งในอินเดียเริ่มดีขึ้นเมื่อฝนเริ่มตกลงมา และอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางอินเดียซึ่งจะประชุมกันในวันนี้คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ 7.25%
กระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า แม้ว่าสถานการณ์ในอินเดียจะดีขึ้น แต่ทว่าทางด้านนักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส มองว่า อินเดียยังมีงบดุลที่แข็งแกร่งที่ทำให้อินเดียยังมีช่องว่างเหลือสำหรับการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และคาดว่าธนาคารกลางอินเดียจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงราว 0.25% ซึ่งจะเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปีนี้แล้ว
“เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และภาวะเงินเฟ้อก็ยังคงอ่อนตัวในช่วงอีกหลายเดือนต่อจากนี้ ส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมก็ยังอ่อนแอ และยอดขายรถยนต์ก็ยังไม่ฟื้นตัว เหตุผลเหล่านี้น่าจะทำให้อินเดียปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้ง”มูดี้ส์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่สำหรับอินเดียคืออัตราเงินเฟ้อที่ไม่สัมพันธ์กันระหว่างดัชนีราคาสินค้าขายส่งที่ปรับลดลงอย่าง
ต่อเนื่องในปี 2015 นี้ แต่ทว่าดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคกลับไม่ลดลงโดยยังคงอยู่ที่ 5.4% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ธนาคารกลางอินเดียต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
ด้านผลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์สคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีอินเดียในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 4.6% ต่ำกว่าในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 4.7% และคาดว่าจะเป็นการเติบโตที่เชื่องช้ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ทีเดียว
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางออสเตรเลียก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินเช่นกัน โดยจะพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการค้าต่างประเทศ และข้อมูลค้าปลีกในประเทศ
ทั้งนี้ คาดว่าการขาดดุลการค้าของออสเตรเลียในเดือน มิ.ย.จะยังคงอยู่ในปริมาณที่สูงที่ 2,900 ล้านเหรียญออสเตรเลีย มากกว่าในเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2,800 ล้านเหรียญออสเตรเลีย โดยเหตุผลหลักยังเป็นผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะเหล็กที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศนั้นตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดค้าปลีกในประเทศของออสเตรเลียประจำเดือน ก.ค.นั้นคาดว่าจะอยู่ในช่วงการเติบโตในระดับปานกลางที่ 0.3%
ขณะเดียวกัน มาเลเซียจะมีการเปิดเผยรายงานการค้าต่างประเทศในวันพุธนี้ ซึ่งจะเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง โดยมูดี้ส์คาดว่าปริมาณการได้ดุลการค้าของมาเลเซียน่าจะลดลงที่ราว 4,500 ล้านริงกิต ในเดือน ก.ค. จากเดิมที่ 5,500 ล้านริงกิตในเดือนก่อนหน้า เนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น ทุนสำรองระหว่างประเทศของมาเลเซียยังปรับลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีด้วย และมีโอกาสสูงมากที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของมาเลเซียจะหลุดแนวรับที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำทั่วโลก ประกอบกับภาวะทุนไหลออกอย่างต่อเนื่องนั้นได้ทำให้เมื่อวานนี้ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงถึง 0.2% ไปอยู่ที่ 3.8323 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 16 ปีทีเดียว อีกทั้งพันธบัตรระยะ 10 ปีของรัฐบาลมาเลเซียนั้น ราคาก็ปรับลดลงเป็นวันที่ 7 ติดต่อกันด้วย
ภาพ เอเอฟพี







