อินโดจีนร่ำไห้... ยิ่ง "แล้ง" ยิ่งยากจน
ภูมิภาคอินโดจีนต้องเผชิญชะตากรรมไม่แพ้ไทย เพราะหลายพื้นที่ของเวียดนาม ลาว กัมพูชา ต้องประสบกับความแห้งแล้ง
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ในขณะที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับสภาพความแห้งแล้งผิดปกติ ภูมิภาคอินโดจีนก็ต้องเผชิญชะตากรรมไม่แพ้กัน หลายพื้นที่ของเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ในปีนี้ ต้องประสบกับความแห้งแล้ง ที่นาผืนใหญ่แตกระแหงและถูกทิ้งร้าง เมื่อหยาดฝนไม่ตกติดต่อกันมานานหลายเดือนแล้ว
ชาวนาในจังหวัดฮาตินห์ ทางตอนกลางของประเทศเวียดนามต้องเลิกปลูกข้าวไปโดยปริยายในปีนี้ เพราะความแห้งแล้งที่กระหน่ำเข้ามาอย่างหนัก
“เราต้องรอฝนอย่างเดียว ตามปกติในเดือน พ.ค.ก็มีฝนตกมาแล้ว และเราก็จะเริ่มเพาะปลูกได้ แต่ปีนี้ไม่มีฝนมาเลย เราต้องทิ้งนาไว้ด้วยความว่างเปล่า”ดัน ชาวนาจากเขตข่ายอันห์ ในจังหวัดฮาตินห์ กล่าว
ชาวนาผู้นี้กล่าวว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นนั้นถูกซ้ำเติมด้วยอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป ซึ่งมีส่วนทำให้สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสียหายด้วยอย่างเช่น บริษัทสัญชาติจีนหลายบริษัทที่เข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ได้กั้นน้ำไว้ใช้เองไม่ปล่อยให้น้ำเข้าถึงพื้นที่นาของชาวบ้าน
ในขณะที่ลมร้อนพัดกระหน่ำมาจากด้านทิศตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดฮาตินห์ร้อนระอุขึ้นทุกวันนั้น ชาวนาอีกคนหนึ่งชื่อว่า “เวียน” บอกว่า ความแห้งแล้งในปีนี้ทำให้ต้นไม้ตายจำนวนมาก ไร่นาถูกทิ้งไป แต่สิ่งที่เวียนกลัวมากที่สุดก็คือ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไปก็มักจะทำให้เกิดพายุใหญ่และน้ำท่วมรุนแรงตามมาในช่วงปลายปี
นั่นก็คือปรากฏการณ์เอลนินโญนั่นเอง
ขณะเดียวกัน ที่ลาวความแห้งแล้งก็กำลังทำให้ผลผลิตข้าวของลาวในปีนี้ตกต่ำลงผิดปกติเช่นกัน
“ตามปกติในเดือน มิ.ย. ข้าวต้องออกรวงแล้ว แต่ปีนี้เดือน มิ.ย.ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ชาวนาจำนวนมากยังลงมือปลูกข้าวไม่ได้เลย พวกเราได้แต่รอฝน แต่ไม่มีเค้ามาเลย เราปลูกข้าวไม่ได้เลยในช่วงนี้” ชาวนาผู้หนึ่งในเวียงจันทน์ กล่าว
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของลาวได้ประกาศเตือนเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมานี้เองคาดว่าในปีนี้ ฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาลและขอให้ชาวนารับมือ
เจ้าหน้าที่การเกษตรของลาวผู้หนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่จังหวัดหลวงน้ำทา ทางตอนเหนือของลาว ได้กล่าวกับสำนักข่าววิทยุเสรีเอเชีย (เรดิโอ ฟรี เอเชีย) ว่าตั้งแต่สภาพอากาศที่แล้งจัดเริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บรรดาชาวนาและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาและอาศัยฝนนั้นก็ไม่มีน้ำเพียงพอที่จะทำการเกษตรและปลูกข้าวแล้ว
ทั้งนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำโขงก็ลดต่ำลงมากถึงขนาดทำให้สันทรายโผล่ขึ้นมากมายใจกลางแม่น้ำ และกำลังทำให้กรุงเวียงจันทน์เมืองหลวงของลาวกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขาดน้ำเช่นกัน
“ระดับน้ำในแม่น้ำโขงกำลังเข้าขั้นวิกฤต เรากำลังร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อสร้างความแน่ใจว่าแต่ละหมู่บ้านจะแบ่งน้ำกันโดยไม่มีปัญหากัน เราคาดว่าในปีนี้ผลผลิตข้าวของลาวจะไม่ถึงเป้าหมายที่ 4 ล้านตัน เพราะปัญหาความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น” เจ้าหน้าที่ลาว กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทางด้านกรม ชลประทานและการเพาะปลูก ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของลาว ไม่ได้ให้ความเห็นต่อปัญหานี้แต่อย่างใด
เขยิบมาที่กัมพูชา ชาวนาแห่งดินแดนนครวัดกำลังประสบปัญหาหนักกับการเพาะปลูกที่ต้องเผชิญหน้ากับความแห้งแล้งเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญที่สุดของประเทศอย่างเช่น ที่จังหวัดกัมปงจาม ประชาชนไม่สามารถปลูกข้าวได้ในปีนี้
ในขณะที่ฝนที่ตกลงมาในช่วงก่อนหน้านี้นั้นมีปริมาณน้อยมากเกินไป ชาวนาในกัมพูชาก็ยังต่างต้องพะวงกับเสียงเตือนที่ว่าฝนกำลังจะตกลงมาอย่างหนักในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ตามซ้ำขึ้นอีก
ภาวะแล้งที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ภาครัฐของกัมพูชาต้องเตือนประชาชนในหลายจังหวัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความยากจนของชาวกัมพูชามากขึ้นไปอีก
สีวันน์ โบทัม เลขาธิการกระทรวงกิจการสตรีและสมาชิกคณะกรรมา ธิการด้านการจัดการหายนภัยแห่งชาติ กล่าวว่า สตรีและเด็กๆ ในกัมพูชากำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะสภาพอากาศเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทั้งภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วม
“เป็นเพราะสตรีมักจะเป็นคนที่ทำหน้าที่หาฟืนและน้ำมาให้ครอบครัว ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว” สีวันน์ กล่าวพร้อมกับเสริมว่า สตรีและเด็กๆ มักจะป่วยได้ง่ายๆ เพราะสภาพอากาศแล้ง อีกทั้งเด็กๆ ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคท้องร่วงสูงด้วย
และแม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะพยายามแก้ปัญหาหาทางออกกับปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มที่ แต่กระนั้น สีวันน์ยิ่งหวั่นเกรงว่าภัยแล้งจะยิ่งทำให้ปัญหาความยากจนของชาวกัมพูชารุนแรงขึ้นไปไม่แพ้กัน
จนถึงขณะนี้รัฐบาลกัมพูชาก็ยังไม่เคยเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยแล้งที่กำลังสร้างความทุกข์ยากทั่วทุกระหัวระแหงของประเทศในขณะนี้
สตรีรายหนึ่งในจังหวัดกัมปงเสปอ ทางตอนใต้ของกัมพูชาบอกว่า ความแห้งแล้งได้ทำให้แหล่งน้ำใต้ดินแห้งหมดแล้วหลังจากที่ฝนไม่ตกลงมาติดต่อกันนานหลายเดือน
“บ่อน้ำหลายแห่งแห้งไปหมด แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นฤดูฝนก็ตาม ฉันลำบากยากที่จะต้องหาแหล่งน้ำใหม่ๆ”
ที่จังหวัดกัมปงธม สัมชอย สตรีชาวกัมพูชาบอกว่าเธอต้องซื้อน้ำกินทุกวัน และไม่สามารถปลูกผักไว้กินได้เลย โดยแต่ละครั้งต้องจ่ายค่าน้ำเป็นเงินราว 2.5 หมื่นเรียล/ถังใหญ่ๆ (ราว 200 บาท)
ขณะที่สามีของเธอหาเงินได้เพียงวันละประมาณ 2.5 หมื่นเรียล หรือประมาณ 200 บาทเท่านั้นเอง...
ภาพ : เอเอฟพี, PARITTA WANGKIAT


