
บริษัทจีนร่วมลงทุนหนัง ‘ฮอลลีวู้ด’ ลุยหากำไร-หวังดูดความรู้
“เซาท์พาว” หรือชื่อภาษาไทยคือ สังเวียนเดือด เป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
“เซาท์พาว” หรือชื่อภาษาไทยคือ สังเวียนเดือด เป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นภาพยนตร์แนวดราม่ากีฬาที่นำแสดงโดยนักแสดงหนุ่มชื่อดัง เจค จิลเลนฮาล ซึ่งดูโดยทั่วไปแล้ว ก็ราวกับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกเรื่องจากฝั่งฮอลลีวู้ดที่ออกมาเอาใจแฟนๆ ที่ชื่นชอบภาพยนตร์ประเภทนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในแง่ของธุรกิจแล้ว จะเห็นได้ว่า“ต้าเหลียน หวันต้า คอร์ป” กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนได้ลงทุนเป็นเงินสูงถึง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,020 ล้านบาท) เพื่อเป็นงบประมาณในการผลิตภาพยนตร์ดังกล่าว โดยที่มีไวน์สตีน สตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์ในสหรัฐเป็นผู้ผลิต และออกค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด 35 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยทั้งสองบริษัทนั้นจะแบ่งกำไรกัน
ถ้าถามว่าเหตุใดกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนจึงได้เลือกที่จะลงทุนในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเช่นนี้ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เหตุผลหนึ่งเป็นเรื่องของการทำเม็ดเงินของบริษัท แต่ทว่าในขณะเดียวกัน ก็เนื่องจากว่าทางบริษัทจีนนั้นต้องการจะเข้าถึงองค์ความรู้ในการผลิตภาพยนตร์ของสหรัฐนั่นเอง
“พวกเขาอยู่ในสถานที่ถ่ายทำ และเกี่ยวข้องกับการผลิต ขั้นตอนหลังการผลิต การตลาด และทุกอย่าง พวกเขาต้องการที่จะเรียนรู้ว่าเราทำอย่างไร และเราทำอะไร” เดวิด กลาสเซอร์ ประธานของไวน์สตีน เปิดเผยกับวอลสตรีท เจอร์นัล
ขณะเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงความรู้ดังกล่าว ทางไวน์สตีนก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่าทางต้าเหลียน หวันต้า จะช่วยให้ภาพยนตร์เรื่องเซาท์พาวสามารถเข้าไปฉายในประเทศจีนได้ ซึ่งทางการจีนนั้นจำกัดการเข้าฉายของภาพยนตร์ต่างประเทศไว้ที่ 34 เรื่อง/ปีเท่านั้น
ทั้งนี้ การลงทุนของบริษัทจีนดังกล่าวในเซาท์พาว นับเป็นหนึ่งในหลากหลายวิธีของบริษัทจีนที่ต้องการเข้าถึงความรู้ในการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด โดยในช่วงปีที่ผ่านมา มีอดีตเจ้าของสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ในสหรัฐได้เริ่มต้นตั้งบริษัทเกิดใหม่ ที่มีนักลงทุนชาวจีนเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน ที่คิดเป็นเงินทุนสนับสนุนรวมกันทั้ง 4 บริษัทมากกว่า 660 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.25 หมื่นล้านบาท) เลยทีเดียว
“จีนเป็นตลาดภาพยนตร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และเป็นแหล่งเงินทุนมหาศาล นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมนี่จึงเป็นการจับคู่ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ” เชอริ เจฟเฟรย์ พาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการเงินในอุตสาหกรรมบันเทิงของบริษัทกฎหมายโฮแกน โลเวลล์ส กล่าว
ฉะนั้นแล้ว การจับมือกับสตูดิโอในสหรัฐ หรืออดีตเจ้าของสตูดิโอ สิ่งที่ทางจีนจะได้คือคำแนะนำเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์จากบุคคลที่มีประสบการณ์ในแวดวง ท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลจีนกำลังพยายามใช้สื่อบันเทิงต่างๆ เป็นแหล่งของ “อำนาจอ่อน” ของประเทศ (Soft Power)
“เราต้องการความช่วยเหลือจากผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในสหรัฐ โดยฉันหวังว่าจะได้รับความรู้และทัศนคติของชามุส” เจนนิเฟอร์ ตง ประธานบริหารของเมอริเดียน เอนเตอร์เทนเมนต์ กล่าว ซึ่งบริษัทแห่งนี้ได้ข้อตกลงที่จะให้เงินสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ที่ผลิตโดยเจมส์ ชามุส อดีตประธานของโฟกัส ฟีเจอร์ส บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในสหรัฐ
ขณะเดียวกัน รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ยังระบุด้วยว่า เงินทุนที่เข้ามาสนับสนุนในอุตสาหกรรมนี้ยังเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมด้วย โดยสตูดิโอต่างๆ ในสหรัฐได้ลดปริมาณการผลิตภาพยนตร์ลงเหลือเพียงครึ่งเดียว เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ ทำให้ยังมีที่ว่างหลงเหลือให้ผู้ผลิตเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในตลาดภาพยนตร์นี้
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ซิมโบลิก แอ็กชั่น ของชามุสนั้นก็มุ่งเน้นสร้างภาพยนตร์นอกกระแส และใช้ต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบภาพยนตร์ที่สตูดิโอขนาดใหญ่ลดการผลิตลง รวมไปถึงเอสทีเอ็กซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ที่มุ่งไปภาพยนตร์ต้นทุนปานกลางเป็นหลัก ท่ามกลางกระแสที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ผลิตภาพยนตร์ในแนวนี้มากนัก ทว่าจะไม่มุ่งเน้นที่ภาพยนตร์ทุนหนา ฟอร์มยักษ์ และภาพยนตร์ตลกต้นทุนต่ำเท่านั้น
สำหรับเอสทีเอ็กซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ เองก็เป็นอีกบริษัทที่มีนักลงทุนจากแดนมังกรเข้ามาหนุนหลัง นั่นก็คือ “โฮนี แคปปิตอล” บริษัทลงทุนในบริษัทนอกตลาดของจีน นอกจากนี้แล้วต้นทุนการผลิตภาพยนตร์ 25% ของเอสทีเอ็กซ์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะได้รับการสนับสนุนจากหัวอี่ บราส์ มีเดีย คอร์ป บริษัทผลิตภาพยนตร์ในจีนด้วย
ทั้งนี้ แม้ว่าเซาท์พาวจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ต้าเหลียน หวันต้า เข้าไปลงทุนอย่างเต็มตัว ทว่าก่อนหน้านี้บริษัทจากจีนแห่งนี้ก็ได้ลงทุนในบรรดาบริษัทภาพยนตร์ในสหรัฐมาเป็นเวลาหลายปี โดยต้าเหลียน หวันต้า ได้ควบรวมเอเอ็มซี เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เชน โรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในสหรัฐ ในปี 2012 ด้วยวงเงิน 2,750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.35 หมื่นล้านบาท)
ขณะเดียวกัน บริษัทจากแดนมังกรหลายต่อหลายแห่งก็ได้เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐมาแล้ว ที่รวมถึง ไชน่า ฟิล์ม กรุ๊ป บริษัทภาพยนตร์ของรัฐบาลจีนได้ลงทุนเงินจำนวนหนึ่งในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปีเรื่อง “ฟิวเรียส 7” ที่เข้าฉายเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาด้วย







