
เอกชนจีนระงับซื้อขายหุ้นเพียบ ตลาดป่วน-เจอกฎคุมราคา
เอกชนจีนระงับการซื้อขายหุ้นจำนวนมากหลังจากตลาดป่วนหนักและรัฐบาลต้องออกมาตรการควบคุมเข้ม
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เอกชนจีนระงับการซื้อขายหุ้นจำนวนมากหลังจากตลาดป่วนหนักและรัฐบาลต้องออกมาตรการควบคุมเข้ม
วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยข้อมูลจากแฟกเซต บริษัทวิจัยด้านการเงินจากสหรัฐ ว่า ภายหลังจากตลาดหลักทรัพย์จีนปรับตัวลดลงไป 32% และแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัทที่มีการ
ซื้อขายอย่างปกติ ในวันที่ 9 ก.ค. มีเพียง 3.2% หรือ 93 บริษัทจาก 2,879 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดเท่านั้น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์จีน ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้สูญมูลค่าไปราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 132 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ และบรรดาบริษัทต่างระงับการซื้อขาย
บริษัทที่ระงับการซื้อขายมีทั้งหมด 51% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด โดยบริษัทเหล่านั้นต่างให้เหตุผลเพื่อระงับการซื้อขายดังกล่าว เช่น ต้องประชุมเร่งด่วนหรือกำลังปรับปรุงโครงสร้างสินทรัพย์ ซึ่งในวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังมีบริษัทที่ระงับการซื้อขายอยู่อีก 474 บริษัท
ขณะที่บริษัทอีก 46% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดมีการเปิดการซื้อขายแต่ต้องระงับในภายหลังเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา เพราะมูลค่าหลักทรัพย์พุ่งขึ้นเกิน 10% หรือดิ่งลงไปมากกว่า 10% ซึ่งเป็นกฎการซื้อขายของจีนที่ห้ามการซื้อขายเมื่อราคาสูงหรือต่ำเกิน 10% โดยวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา มีบริษัทมากถึง 54% ต้องระงับการซื้อขายเพราะกฎดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม วอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า แม้กฎดังกล่าวจะอนุญาตให้สามารถซื้อขายที่ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดก่อนแตะระดับ 10% แต่การซื้อขายก็ทำได้ยากที่จะหาคู่ค้าที่จะทำการซื้อขาย เนื่องจากบรรดานักลงทุนมักรอให้ราคาต่ำหรือสูงขึ้นอีกในวันถัดไป
นอกจากนี้ บรรดานักลงทุนและผู้บริหารสินทรัพย์ต่างไม่พอใจต่อกฎการจำกัดการลงทุนดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนไม่สามารถปรับสมดุลสินทรัพย์ในบัญชีด้วยการขายหุ้นเมื่อราคาต่ำลงหรือซื้อหลักทรัพย์เมื่อราคากำลังทะยานขึ้นได้
ทิโมธี แอตวิล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของพาราเมทริก ฝ่ายบริหารสินทรัพย์ของเอตอน วานซ์ คอร์ป บริษัทการลงทุนจากสหรัฐ กล่าวว่า กฎดังกล่าวนับเป็นการแทรกแซงจากรัฐบาลต่อตลาดหลักทรัพย์ที่ย่ำแย่มากที่สุด
ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนสามารถปรับตัวกลับขึ้นมาได้ราว 15% นับตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.ที่เป็นจุดต่ำสุด โดยในวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.21% และปิดตลาดที่ 4,026.05 จุด เป็นการปิดตัวในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 5
หลิวซูจี นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาพของแบงก์ ออฟ คอมมิวนิเคชั่น โค กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดอาจสิ้นสุดลงแล้วและเศรษฐกิจจีนก็กำลังปรับตัวไปในทิศทางดีขึ้น โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่าน เศรษฐกิจจีนขยายตัว 7% ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่จีนกำหนดไว้ ดังนั้นตลาดจึงเริ่มมีมุมมองด้านบวกมากขึ้น
“จีนจะยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไปในครึ่งปีหลังนี้” หลิว กล่าว
นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ค่าเงินหยวนสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีการส่งมอบเงินหยวนเมื่อครบกำหนด (เอ็นดีเอฟ) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% เป็น 6.2503 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.
พร้อมกันนี้ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนเพิ่มขึ้น 0.05% มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. เป็น 6.1168 หยวน/เหรียญสหรัฐอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ดัชนีฮั่งเส็งในฮ่องกงปรับตัวลดลง 1.2% ในวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยดัชนีดังกล่าวปรับตัวลงลดมาแล้ว 9.6% และนับเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในบรรดาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด 93 ดัชนีทั่วโลก
เหว่ยเหว่ย นักวิเคราะห์ของหัวซี ซีเคียวริตี้ โค ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติไม่มีมุมมองด้านบวกต่อเศรษฐกิจจีน ในขณะเดียวกันเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะฉุดเศรษฐกิจให้ตกต่ำลงด้วย
“การดิ่งลงของตลาดหุ้นในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้นักลงทุนหวาดกลัวและหันไปลงทุนในฮ่องกง” เหว่ยเหว่ย กล่าว
ขณะเดียวกันดัชนีตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไอปรับตัวลดลง 0.6% เมื่อเวลา 09.08 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงลอนดอน เช่นเดียวกับดัชนีเอเชียแปซิฟิกเอ็มเอสซีไอที่ปรับตัวลดลง 1% มากที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์
ด้านดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 1% ปิดตลาดที่ 17,919.29 จุด และเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลดลง 0.43% ปิดตลาดที่ 2,119.21 จุด ภายหลังจากที่การประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยี เช่น ไอบีเอ็มและไมโครซอฟท์ไม่น่าพอใจนัก







