
พ้นยูโรโซน
ประชาชนกรีซ 61% ไม่รับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้ ในการประชามติเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซ และบรรดาเจ้าหนี้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเงินช่วยเหลืออีกครั้ง โดย ยานิส วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีการคลังในเวลาต่อมา เพื่อหวังให้การเจรจาง่ายขึ้น
ประชาชนกรีซ 61% ไม่รับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้ ในการประชามติเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซ และบรรดาเจ้าหนี้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเงินช่วยเหลืออีกครั้ง โดย ยานิส วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีการคลังในเวลาต่อมา เพื่อหวังให้การเจรจาง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาร์ก กิลเบิร์ต นักคอลัมนิสต์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก แสดงทัศนะว่า จะเป็นการดีต่อทุกฝ่าย หากกรีซออกจากยูโรโซนไป โดยแทนที่ยุโรปจะให้เงินช่วยเหลือต่อลมหายใจกรีซจากการล้มละลาย ทางยุโรปควรรีบตัดกรีซออกจากยูโรโซนเพื่อไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้
นอกจากนี้ แม้ภายหลังประชามติ ค่าเงินยูโรจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ตามกรีซก็ยังเป็นความเสี่ยงใหญ่อยู่ดี เนื่องจากธนาคารพาณิชย์กรีซติดหนี้เงินช่วยเหลือฉุกเฉินของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มาถึง 8.9 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) และอีก 1 แสนล้านยูโร ที่ธนาคารกลางกรีซติดหนี้ประเทศอื่นๆ ในยุโรปอีก ซึ่งรวมแล้วมากกว่ามูลค่าหลักทรัพย์และทุนสำรองของอีซีบีถึง 2 เท่า
ในขณะเดียวกัน กิลเบิร์ต ระบุว่า การออกจากยูโรโซนไปจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจกรีซเช่นเดียวกัน เนื่องจากกรีซสามารถใช้โอกาสจากสกุลเงินดรักมาที่อ่อนค่าจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจกรีซให้กลับมารวมถึงยังสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้จำนวนมหาศาลถึง 180% ต่อขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้อีกด้วย
นักคอลัมนิสต์คนดังกล่าว ระบุทิ้งท้ายไว้ว่า ที่ผ่านมามีการละเมิดกฎต่างๆ ที่ทางอีซีบีตั้งเอาไว้ โดยจากการประชามติที่ผ่านมานี้เอง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่เต็มใจยอมรับความเข้มงวดของยูโรโซนอีกต่อไป ดังนั้นกรีซจึงควรออกจากการใช้สกุลเงินยูโรเสีย
บรรยายภาพ : (ที่มา : รอยเตอร์ส)







