
1 ปี อุรุมชี
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นโมเดลแห่งปัญหาความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ และช่องว่างความเจริญระหว่างเมืองริมทะเลด้านตะวันออก กับเมืองในพื้นที่ด้านในทางทิศตะวันตกของจีน
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นโมเดลแห่งปัญหาความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ และช่องว่างความเจริญระหว่างเมืองริมทะเลด้านตะวันออก กับเมืองในพื้นที่ด้านในทางทิศตะวันตกของจีน
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เมื่อวานนี้ เป็นวันครบรอบ 1 ปี เหตุนองเลือดระหว่างชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในเขตปกครองตนเองซินเจียง และชาวฮั่น หรือชาวจีน ซึ่งเกิดการปะทะไล่ฆ่ากันในเมืองอุรุมชี เมืองเอกของซินเจียง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเกือบ 200 คน และยังไม่นับถึงอีกหลายศพที่แต่ละฝ่ายแก้แค้น|ลอบฆ่ากันไปมา
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นโมเดลแห่งปัญหาความแตกต่างทั้งทางเชื้อชาติ และช่องว่างความเจริญระหว่างเมืองริมทะเลด้านตะวันออก กับเมืองในพื้นที่ด้านในทางทิศตะวันตกของจีนครับ
ให้ลองนึกภาพแผนที่ประเทศจีน จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความเจริญของจีนล้วนแต่อยู่ด้านริมชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่เมืองชิงเต่า ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อยลงมายังปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และกวางตุ้งทางตอนใต้ เมืองเหล่านี้เป็นศูนย์กลางความเจริญของประเทศทั้งนั้น
ส่วนพื้นที่ตอนใน ที่ลึกเข้าไปในทิศตะวันตก พื้นที่เหล่านี้มีความแห้งแล้ง ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายโดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไล่ลงมาเป็นพื้นที่ราบสูงติดต่อกับทิเบต พื้นที่เหล่านี้มีความแห้งแล้ง แต่ก็มีทรัพยากรมาก โดยเฉพาะน้ำมันครับ
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังมีปัญหาของความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ อันประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆ นับร้อยชนเผ่า ว่ากันว่าจีนมีภาษาท้องถิ่นเป็นพันภาษาครับ การควบคุมคนต่างชาติต่างภาษาให้เป็นปึกแผ่นเดียวกันนั้น จีนต้องใช้ความเข้มแข็งของกองทัพเพื่อสร้างความมั่นคงของชาติเรื่อยมา
แต่อย่างไรเสีย ใช่ว่าจีนจะอุดช่องโหว่ของปัญหาเหล่านี้ได้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อจีนเข้าสู่ยุคการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เน้นระบบการตลาด (Market Orient Economy) มาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิง ก็ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างเมืองด้านตะวันออกและตะวันตกมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน จีนก็พยายามที่จะลดความแตกต่างดังกล่าวด้วยการส่งเสริมความมั่งคั่งไปสู่ด้านตะวันตกของประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน (Go West)
ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวจีน และชนพื้นเมืองในพื้นที่ด้านตะวันตกมากยิ่งขึ้น ในซินเจียงเองชาวจีนฮั่นเข้าไปครอบครองความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ เข้าไปควบคุมทรัพยากรในพื้นที่ ขณะที่คนพื้นเมืองคือชาวอุยกูร์ เป็นเพียงแรงงาน และมีสถานะด้อยกว่า
เช่นเดียวกับซินเจียง ที่ทิเบต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีนนั้น ชาวจีนก็ขยายตัวเข้าไปครอบครองเศรษฐกิจส่วนใหญ่และซ้ำร้ายจีนยังขยายเข้าไปเพื่อกลืนวัฒนธรรมของทิเบตเข้าให้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับชาวทิเบตและชาวอุยกูร์ เกิดการปะทะกันจนนองเลือดกันมาแล้วทั้งนั้น
ทุกวันนี้จีนยังคงใช้นโยบายเดิม คือพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับพื้นที่เหล่านั้นเพียงหวังเพื่อให้ความรวยสยบปัญหาเท่านั้น โดยยังมองข้ามถึงปัญหาความแตกต่างของคนแต่ละเชื้อชาติ
เหมือนกับนโยบายประชานิยม รถโดยสารฟรี รถเมล์ฟรี อะไรๆ ก็จะฟรีแบบในบ้านเรานั่นแหละครับ ที่เป็นการแก้ปัญหาอย่างลวกๆ ที่คนในรัฐสภามักคิดเอาเองว่า ใช้เงินปิดปากไปแล้วก็คงจะดีขึ้น...!







