posttoday
พม่า-เวียดนาม-ไทยเนื้อหอม ทุนเอเชียตบเท้าปักธง

พม่า-เวียดนาม-ไทยเนื้อหอม ทุนเอเชียตบเท้าปักธง

18 มิถุนายน 2558

การลงทุนของภาคธุรกิจสัญชาติเอเชียกำลังค่อยๆ ปรับทิศทางให้เห็นเป็นลำดับ

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

การลงทุนของภาคธุรกิจสัญชาติเอเชียกำลังค่อยๆ ปรับทิศทางให้เห็นเป็นลำดับ สัญญาณการลงทุนจะมุ่งหน้ามาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มรูปแบบภายใน 10 ปี

ดิ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (EIU) ได้จัดทำรายงานเรื่อง integrAsian โดยสำรวจผู้บริหารระดับสูงจาก 525 บริษัท ใน 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ไต้หวัน จีน อินโดนีเซีย อินเดีย ฮ่องกง เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเศรษฐกิจในเอเชีย โอกาสและความเสี่ยงสำหรับภาคเอกชนในภูมิภาคนี้ รวมถึงผลจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจต่อกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ

รายงานระบุว่า หากเปรียบเทียบระหว่างช่วง 0-5 ปี และช่วง 5-10 ปี แผนการขยายธุรกิจของบริษัทต่างๆ จะเปลี่ยนทิศทางไป จากเดิมที่เคยสนใจขยายธุรกิจในจีนมากที่สุด มาเป็นเน้นการขยายธุรกิจในพม่าเวียดนาม และไทยมากที่สุด

ผลการสำรวจประเทศเป้าหมายการตั้งโรงงานหรือเปิดสำนักงานในระยะ 0-5 ปี พบว่า 71% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า มีแผนจะเข้าไปลงทุนในจีน ขณะที่มีเพียง 31% สนใจจะมาบุกไทย 30% สนใจขยายไปเวียดนาม และอีก 22% สนใจขยายไปพม่า แต่เมื่อเปรียบเทียบระยะ 5-10 ปี สัดส่วนกลับพลิกกลับกัน โดย 42% สนใจขยายไปพม่า 38% สนใจเวียดนาม 36% สนใจมาไทย ส่วนจีนเหลือผู้สนใจเพียง 23%

ภาคธุรกิจที่หันมาสนใจพม่า เวียดนาม และไทยมากที่สุดในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า คือภาคธุรกิจบริการวิชาชีพ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนสนใจลงทุนในพม่าในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพราะพม่าเพิ่งปฏิรูปประเทศเมื่อปี 2554-2555 และเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งภาคธุรกิจทราบว่าพม่ายังคงมีอุปสรรคต่อการลงทุนบางประการ เช่น ความชอบของผู้บริโภคในประเทศยังแตกต่างกัน มีการคอร์รัปชั่นทางการเมือง

ขณะที่อุปสรรคภาพรวมของภาคธุรกิจต่อการลงทุนนั้น ความชอบของผู้บริโภคที่แตกต่างกันดูจะเป็นปัญหาที่มีนัยสำคัญมากที่สุดถึง 45% ตามด้วยปัญหาระดับความแตกต่างในการพัฒนาของแต่ละประเทศ 42% การคอร์รัปชั่นและความไม่แน่นอนทางการเมือง 38% มาตรฐานกฎหมายแตกต่างกัน 37% โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดี 36%

สำหรับความแตกต่างในการพัฒนาของแต่ละประเทศ เห็นได้ชัดมากในอาเซียน สิงคโปร์มีจีดีพีต่อหัวประชากร 5.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ ขณะที่พม่ามีจีดีพีต่อหัวประชากร 1,100 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้เอเชียยังมีปัญหาอื่นต่อการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ เช่น การขาดความสอดคล้องกลมกลืนกันของนโยบายการค้าของแต่ละชาติ

“แม้ในแต่ละประเทศ แต่ละอนุภูมิภาคจะมีความหลากหลาย แต่การสำรวจพบว่า ราว 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังมียุทธศาสตร์การขายสินค้าในตลาดเอเชียเพียงยุทธศาสตร์เดียว”

จากการสำรวจปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจข้ามพรมแดน พบว่า การปรับปรุงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ มีนัยสำคัญอย่างมากต่อผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถามถึงประมาณ 57% ตามด้วยการทำกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกัน 44% การแก้ไขกฎหมายที่ขัดขวางการลงทุนข้ามพรมแดน 42% การมีข้อตกลงการค้าเสรีหรือการลงทุนเสรีฉบับใหม่ 40% การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 38%

รายงานวิเคราะห์ด้วยว่า จีนจะเป็นประเทศหลักขับเคลื่อนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการรวมกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และการขับเคลื่อนธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB)

ด้าน เปาโล ทาโวลาโต หัวหน้าภูมิภาคเอเชีย ทีเอ็มเอฟ กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านการเงิน กฎหมาย การบริหารทรัพยากรบุคคลแก่ภาคธุรกิจ ระบุว่า อินโดนีเซียและเวียดนามจะกลายเป็น 2 ชาติที่เหมาะสม
ที่สุดสำหรับการเป็นฐานการผลิตของภูมิภาค เนื่องจากมีแรงงานพร้อมรองรับการลงทุนและยังมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ขณะเดียวกันภาคธุรกิจอาจเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภูมิภาค

“หลังจากผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นในอินโดนีเซียและเวียดนามเสร็จแล้ว ก็อาจส่งต่อไปยังไทยหรือมาเลเซีย เพื่อผ่านขั้นตอนที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น จากนั้นส่งผ่านไปยังสิงคโปร์เพื่อเป็นฐานการส่งออกไปทั่วโลก”

ขณะที่ ทอม ลีนเดอร์ส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) บอกว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยน่าจะเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มเป็นเออีซี ภายในปี 2561 ภาษีนำเข้ารถยนต์จากทั่วภูมิภาคจะลดลงเหลือ 0% และยิ่งทำให้ไทยมีโอกาสด้านการส่งออกมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของโลกอยู่แล้ว และมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ดีที่สุดในอาเซียน

นอกจากนี้ ไทยยังอาจเป็นบันไดขั้นสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการก้าวเข้าสู่ตลาดอาเซียนด้วย เพราะไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าประเภทต่างๆ มาหลายสิบปีแล้ว เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมีประสบการณ์ด้านเทคนิค และมีอัตราค่าจ้างแรงงานที่ไม่สูงมาก

แม้ขณะนี้ทั้งพม่า เวียดนาม และไทย จะได้รับความสนใจในฐานะประเทศเป้าหมายในการตั้งโรงงานหรือเปิดสำนักงานในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่หากทั้ง 3 ประเทศไม่เร่งแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ให้ลดลงหรือหมดไป ผู้ประกอบการจากประเทศต่างๆ ก็อาจพิจารณาแผนการลงทุนใหม่อีกครั้ง และเปลี่ยนไปลงทุนในประเทศที่ขจัดอุปสรรคได้รวดเร็วกว่าประเทศที่ตัวเองเคยอยากลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท