ปุนจักจายาอวสานธารน้ำแข็งสุดท้ายแห่งเขตร้อน
ธารน้ำแข็งแห่งนี้จะค่อยๆ ละลายลงทุกปี ปีละประมาณ 7 เมตร และด้วยความหนาของธารน้ำแข็งในปัจจุบันคาดว่าธารน้ำแข็งคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 4-5 ปีเท่านั้น
ธารน้ำแข็งแห่งนี้จะค่อยๆ ละลายลงทุกปี ปีละประมาณ 7 เมตร และด้วยความหนาของธารน้ำแข็งในปัจจุบันคาดว่าธารน้ำแข็งคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 4-5 ปีเท่านั้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อพูดถึง “ธารน้ำแข็ง” หรือปรากฏการณ์ที่เกิดจากหิมะบนยอดเขาทับถม และหลั่งไหลมารวมตัวกันอยู่บริเวณพื้นที่ลาดชัน และตามไหล่เขา เชื่อแน่ว่าหลายคนคงนึกถึงภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขา หรือยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่หนาวเหน็บใกล้จะติดลบ เช่น เทือกเขาหิมาลัยในเอเชีย เทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ หรือเทือกเขาแอลป์ในยุโรป
ทว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าในพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตร้อน” หรือพื้นที่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลกจะมีธารน้ำแข็งอยู่ด้วย ซึ่งธารน้ำแข็งที่ว่านี้ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา เพราะตั้งอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย นี่เอง
“ปุนจักจายา” หรือ คาร์สเทนซ์ ภูเขาที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในเขตโอเชียเนีย ด้วยความสูง 4,884 เมตร ตั้งอยู่บนเกาะนิวกินี บริเวณซึ่งเป็นเขตเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดปาปัว ของอินโดนีเซีย และประเทศปาปัวนิวกินี
ภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่หนึ่งเดียวในเขตร้อน หรือพื้นที่ในเขตเส้นศูนย์สูตรของโลกที่ปรากฏให้เห็นธารน้ำแข็ง
บุคคลสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของธารน้ำแข็งในเขตร้อนแห่งนี้เป็นที่รู้จักก็คือ ลอนนี ทอมสัน นักธารน้ำแข็งวิทยา จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตต ที่ได้เดินทางไปสำรวจ และทำการศึกษาธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 13 วัน
เหตุที่ทอมสันให้ความสนใจที่จะทำการศึกษา และสำรวจธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายา เนื่องมาจากเชื่อว่าธารน้ำแข็งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขความลับเกี่ยวกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ ที่มีอิทธิพลในการกำหนดสภาพภูมิอากาศของประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ไล่เรียงไปตั้งแต่การเกิดลมมรสุมในอินเดีย ไปจนกระทั่งถึงภาวะภัยแล้งในแถบอะเมซอน หรือแม้แต่ภาวะภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ด้วย
“เราอาจจะรู้ประวัติศาสตร์ของการเกิดเอลนินโญได้จากที่นั่น และยังอาจจะทำให้เรารู้อนาคตได้อีกด้วย” ทอมสัน ระบุ
สอดคล้องกับความเห็นของ ไมเคิล เพรนทิซ ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งอินเดียนา ซึ่งระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า การศึกษาธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายานี้จะช่วยไขความลับเกี่ยวกับเรื่องราว ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในเขตเส้นศูนย์สูตรทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปศึกษาธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายาของทอมสันและคณะ ได้ทำให้เรารับรู้ความจริงที่น่าเศร้าเกี่ยวกับธารน้ำแข็งแห่งนี้ที่ว่า
ธารน้ำแข็งแห่งเดียวที่มีอยู่นี้คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก
“ธารน้ำแข็งแห่งนี้กำลังจะจบสิ้นลง ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าธารน้ำแข็งแห่งนี้จะมีเวลาเหลืออยู่อีกสักทศวรรษ แต่ตอนนี้บอกได้เลยว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีแล้ว” ทอมสัน ระบุ
จากการประเมินของทอมสัน ธารน้ำแข็งแห่งนี้จะค่อยๆ ละลายลงทุกปี ปีละประมาณ 7 เมตร และด้วยความหนาของธารน้ำแข็งในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 32 เมตร ทอมสันคาดว่าธารน้ำแข็งแห่งนี้คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ 4-5 ปีเท่านั้น
ถึงแม้ว่าธารน้ำแข็งทุกที่ในโลก ทั้งในแถบ อะแลสกา เทือกเขาแอลป์ และเทือกเขาแอนดีส จะมีแนวโน้มจะค่อยๆ ละลายสูญหายไป ทว่าไม่มีธารน้ำแข็งที่ใดในโลกที่จะถูกชะล้างด้วยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันทุกวันเหมือนเช่นที่ปุนจักจายา
“การที่ฝนตกลงใส่ธารน้ำแข็งเป็นประจำเช่นนี้|ก็หมายความว่าในไม่ช้าเราคงได้พบกับจุดจบของธารน้ำแข็งแห่งนี้” ทอมสัน ระบุ
อีกสิ่งหนึ่งที่ทอมสันไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน จากประสบการณ์การเดินทางไปสำรวจธารน้ำแข็งทุกที่ทั่วโลกก็คือ การที่เขาต้องสะดุ้งตื่นทุกคืนเพราะได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ภายใต้ก้อนน้ำแข็งที่เขานอนทับอยู่
“ที่นี่เป็นที่แรกที่ผมได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ข้างใต้ธารน้ำแข็ง” ทอมสัน ระบุ
ความร้อนที่สั่งสมอยู่ในชั้นบรรยากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบรรดาโรงงานอุตสาห กรรมได้ทำให้ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่เคยปกคลุมแถบพื้นที่เกือบทั้งหมดของภูเขาปุนจักจายาเมื่อหลายพันปีก่อน หลงเหลืออยู่เพียงแค่แผ่นน้ำแข็งขนาด 2 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน
คำกล่าวของ เจฟฟรี โฮป อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยออสเตรเลียน เนชันแนล ผู้ซึ่งเคยร่วมเดินทางไปสำรวจปุนจักจายาเมื่อปี 2514 และเคยชื่นชมปุนจักจายาว่าเป็นหนึ่งในภูเขาที่ชุ่มชื้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็กลายเป็นเพียงแค่อดีต
ภาพถ่ายในมุมสูง และภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ธารน้ำแข็งแห่งนี้กำลังละลายอย่างรวดเร็ว เพราะในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 70 ปี ตั้งแต่ปี 2479-2549 ธารน้ำแข็งที่เคยปกคลุมปุนจักจายากว่า 80% ก็เลือนหายไป
รายงานของนักวิจัยจากรัฐเทกซัสระบุด้วยว่า ธารน้ำแข็งเมเรน 1 ใน 5 ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของปุนจักจายาก็ได้ค่อยๆ ละลายหายไปเมื่อช่วงปี 2537–2543 และในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี ตั้งแต่ปี 2543–2545 ธารน้ำแข็งบนปุนจักจายาละลายหายไปถึง 7%
สัญญาณที่บ่งชี้ถึงจุดจบที่ใกล้เข้ามาของธารน้ำแข็งบนภูเขาปุนจักจายา เป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ทอมสันตัดสินใจเดินทางไปขุดเจาะเอา|ตัวอย่างก้อนน้ำแข็งจากที่ดังกล่าวกลับมาศึกษา
“เมื่อธารน้ำแข็งแห่งนี้ละลายหายไป ประวัติศาสตร์ เรื่องราว ตลอดจนความเป็นมา ที่จะช่วยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกก็จะหายไปตลอดกาล และไม่มีทางที่เราจะสามารถกลับไปศึกษาได้อีก” ทอมสันกล่าวกับสื่อของฝรั่งเศส
ภายหลังจากภารกิจในการเดินทางไปเยือนธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายาได้จบสิ้นลง และทีมคณะสำรวจสามารถเก็บตัวอย่างก้อนน้ำแข็งกลับมาได้ ขั้นตอนต่อไปตัวอย่างก้อนน้ำแข็งก็จะถูกส่งไปศึกษาวิจัยที่ชิคาโก
“เราหวังว่าเราจะสามารถสร้างแบบแผนอุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศเมื่อครั้งอดีต และเปรียบเทียบประวัติความเป็นมาของก้อนน้ำแข็งที่ได้จากปุนจักจายากับก้อนน้ำแข็งจากที่ต่างๆ ทั่วโลก” ทอมสัน กล่าว
ทอมสัน คาดว่า สิ่งที่ได้ลงทุนลงแรงไปเก็บตัวอย่างก้อนน้ำแข็งด้วยความยากลำบาก ในที่สุดแล้วจะสามารถค้นพบความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนของโลก
ท้ายที่สุดก็ได้แต่หวังว่าภารกิจของทอมสันที่เดินทางไปปักหลักสำรวจ ศึกษา และเก็บตัวอย่างก้อนน้ำแข็งจากใจกลางธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายา ตลอดระยะเวลา 13 วัน จะนำไปสู่ความรู้อันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยไขความลับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศในเขตเส้นศูนย์สูตรได้สำเร็จตามที่ตั้งใจ
เพื่อที่การจากไปของธารน้ำแข็งแห่งปุนจักจายาจะไม่ได้กลายเป็นเพียงทรัพย์สมบัติทางธรรมชาติที่เลือนหาย หรือเป็นเพียงอดีตแห่งความทรงจำ...


