
รับมือ 'เมิร์ส' เพียงพอ หรือ ‘เกินกว่าเหตุ’ ?
การระบาดของไข้หวัดเมิร์สในเกาหลีใต้กำลังกลายเป็นประเด็นน่าจับตามองไปทั่วโลกท่ามกลางความหวาดวิตก ว่าวิกฤตครั้งนี้จะลุกลามไปทั่วเอเชียหลังจากที่ดูเหมือนว่าการกักกันโรคของเกาหลีใต้นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ปล่อยให้ผู้ติดเชื้อเดินทางไปยังต่างประเทศ ดั่งเช่นกรณีของชายเกาหลีใต้ที่เดินทางไปยังฮ่องกงและจีน ทำให้เกิดความเสี่ยงการระบาดในวงกว้างมากขึ้นในเอเชีย
การระบาดของไข้หวัดเมิร์สในเกาหลีใต้กำลังกลายเป็นประเด็นน่าจับตามองไปทั่วโลกท่ามกลางความหวาดวิตก ว่าวิกฤตครั้งนี้จะลุกลามไปทั่วเอเชียหลังจากที่ดูเหมือนว่าการกักกันโรคของเกาหลีใต้นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ปล่อยให้ผู้ติดเชื้อเดินทางไปยังต่างประเทศ ดั่งเช่นกรณีของชายเกาหลีใต้ที่เดินทางไปยังฮ่องกงและจีน ทำให้เกิดความเสี่ยงการระบาดในวงกว้างมากขึ้นในเอเชีย
กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ รายงานเมื่อวันเสาร์ว่าได้พบกรณีผู้ติดเชื้อไวรัสเมิร์สเพิ่มขึ้นเป็น 64 คนแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีข่าวดีควบคู่กันมา เมื่อผู้ป่วยรายหนึ่งมีอาการฟื้นตัวขึ้นและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เป็นการจุดประกายแห่งความหวังว่า ไข้หวัดเมิร์สติดแล้วไม่ได้ตายทุกราย
กระนั้นก็ตาม เอพี ได้วิเคราะห์ว่า แม้ว่าสถานการณ์ในเกาหลีใต้จะดูรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนทั่วไปเริ่มหาหน้ากากอนามัยมาติดไว้ป้องกันตัว สายการบินต่างๆ เริ่มประกาศใช้มาตรการป้องกันสำหรับผู้โดยสาร โรงเรียนกว่า 900 แห่ง ถูกสั่งปิดการเรียนการสอน ประชาชนกว่า 1,600 คน ถูกแนะนำให้กักตัวเองไว้ในที่พัก แต่ก็ยังมีหลายเหตุผลที่โลกไม่ควรจะตื่นตระหนกกับการระบาดในครั้งนี้มากเกินไป เพราะสถานการณ์ที่แท้จริงอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้
แน่นอนว่าการระบาดของเมิร์สในรอบนี้ ทำให้หลายคนโดยเฉพาะชาวเอเชียหวนระลึกไปถึงเมื่อครั้งการระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) และโรคไข้หวัดนก ที่คร่าชีวิตชาวเอเชียไปนับร้อยชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ในขณะนี้เกิดความสับสนกันอย่างมากในเกาหลีใต้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ยังคงสับสนขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับโรคและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในบางครั้งเจ้าหน้าที่รัฐเสียเองที่ทำให้สาธารณชนนิ่งนอนใจดูเหมือนว่าโรคนี้ไม่อันตราย และใน บางครั้งก็เป็นฝ่ายที่ทำให้สาธารณชนหวาดกลัวจนเกินไปเสียเอง
ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเป็น 64 คน และมีผู้เสียชีวิต 5 คน เป็นพื้นที่การระบาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกนอกเหนือจากในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเคยเกิดการระบาดหนักที่สุดในช่วงปี 2012 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1,100 คน โดยอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อเมิร์สนั้นอยู่ที่ประมาณ 30-40% อาการของโรค คือ การมีไข้สูง จาม และหายใจถี่ เชื้อมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 5-6 วัน การติดต่อของโรคจะเกิดจากการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหรือดูแลผู้ป่วย โดยก่อนหน้านี้ได้พบการระบาดอย่างมากในอูฐซึ่งเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่นำเชื้อแพร่กระจายมาสู่คน
“ไวรัสอย่างเมิร์สนั้นเตือนให้มนุษย์เราสำนึกคิดได้ว่า โลกใบนี้ช่างเล็กนักเมื่อเกิดการระบาดของโรคที่สามารถแพร่กระจายออกไปในวงกว้างได้ง่ายขนาดนี้” คริสโตเฟอร์ ออลเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน ในสหรัฐ กล่าว
lระบาดจริงแต่ยังไม่ลุกลามเข้าสู่ชุมชน
แม้ว่าจะมีรายงานการระบาดของโรคในเกาหลีใต้ แต่ในความจริงนั้นพบว่ายังไม่มีการระบาดที่เกิดขึ้นในวงกว้างในชุมชนที่อยู่อาศัย กรณีการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ชายผู้ติดเชื้อนั้นได้เดินทางเข้าไปรักษา นอกจากนั้นตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ชี้ว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็น “ผู้สูงอายุ” ที่มีปัญหากับระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสตรีวัย 58 ปี คุณปู่วัย 71 64 และ 82 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตทั้งหมด
นิโคลัส ลอคเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสจากมหาวิทยาลัยเซอร์รี ในสหรัฐ ยังให้ความเห็นด้วยว่า เกาหลีใต้มีระบบตอบรับสถานการณ์ฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพมาก ซึ่งเกาหลีใต้เองเคยผ่านประสบการณ์ของการระบาดของโรคซาร์สในปี 2003 มาแล้ว
ในขณะนี้เกาหลีใต้ได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมโรคและตรวจการหายใจของผู้โดยสารที่สนามบินต่างๆ โรงพยาบาล 16 แห่ง เต็มไปด้วยอุปกรณ์สำหรับการควบคุมทางชีวิต พร้อมกับเตียงสำหรับการควบคุมผู้ติดเชื้อมากกว่า 600 เตียง
คัง ชอล ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของศูนย์การแพทย์ซัมซุง ในกรุงโซลให้ความเห็นว่า เนื่องจากการระบาดของเมิร์สไม่ได้แพร่กระจายไปได้ทางอากาศ โดยที่ต้องผ่านการ “สัมผัสและอยู่ใกล้ชิดกัน” เท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ตามสวนสาธารณะหรือโรงเรียนต่างๆ ยังคงมีความเสี่ยงต่ำอยู่
“การสั่งปิดโรงเรียนนับร้อยๆ แห่งนี้ จึงไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก” คัง วิจารณ์นโยบายรับมือของรัฐบาล
l‘กักตัว’ มาตรการเกินกว่าเหตุ?
ในความเป็นจริงนั้น หน้าที่สำคัญของภาครัฐก็คือการให้ข้อมูลที่แท้จริงกับสื่อและสาธารณชน ไม่ให้เกิดความวิตกหวาดกลัวจนเกินเหตุ แต่กระนั้นบทเรียนจากกรณีโศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รี เซวอลเมื่อปีก่อน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คนนั้น ที่ข้อมูลบางอย่างถูกปกปิดเอาไว้ ทำให้สื่อและสาธารณชนไม่ไว้เนื้อเชื่อใจภาครัฐนัก
ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งสนับสนุนมาตรการ “กักบริเวณ” ที่ภาครัฐนำมาใช้ในครั้งนี้ แต่ทว่าก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่กำลังตั้งคำถามถึงมาตรการเหล่านั้นว่าเป็นคำสั่งที่เกินกว่าเหตุ และยังทำให้สื่อมวลชนและสาธารณชนเกิดความตื่นกลัวและตื่นตระหนกมากเกินไปด้วยซ้ำ
อย่างเช่น ในกรณีของ คิมซุงฮาน ศาสตราจารย์ประจำศูนย์
การแพทย์อาซาน ในกรุงโซลกำลังท้วงว่าคำสั่งการกักบริเวณใครคนใดคนหนึ่งที่เคยมีประวัติการสัมผัสกับผู้ป่วยนั้น ทั้งที่คนนั้นๆ ยังไม่มีการแสดงอาการของโรค ถือเป็นคำสั่งที่ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยังไม่เคยมีการศึกษาทางการแพทย์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ไวรัสเมิร์สสามารถระบาดออกไปได้ในช่วงการฟักตัวของเชื้อ
“เหมือนกับใช้ค้อนตอกลงไปแรงๆ บนเข็มหมุดนั่นแหละ” คิม กล่าว
แม้ว่าการระบาดของโรคในเกาหลีใต้นั้นจะสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คิมแนะว่าไม่อยากให้สาธารณชนตื่นตระหนกเกินจริง เพราะว่าไวรัสตัวนี้จะมีการระบาดอย่างเชื่องช้า และการระบาดจะเกิดจากการสัมผัสและอยู่ใกล้ๆ กับผู้ป่วยเท่านั้นจริงๆ
แต่กระนั้นสิ่งที่คนชอบเห็นก็คือนโยบายบางอย่างที่สร้างความอุ่นใจมากกว่า แม้ว่ามาตรการนั้นๆ อาจจะสมเหตุสมผลก็ตาม...!







