
มาเลย์พบหลุมผู้อพยพเพิ่ม คาดเครือข่ายใหญ่กว่าไทย
มาเลเซียเจออีก! หลุมศพผู้อพยพอีกร่วม 140 หลุม-ค่ายกักกันเกือบ 30 แห่ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
มาเลเซียเจออีก! หลุมศพผู้อพยพอีกร่วม 140 หลุม-ค่ายกักกันเกือบ 30 แห่ง
คาลิด อาบู บาการ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้พบหลุมศพที่คาดว่าเป็นของผู้อพยพที่เป็นชาวบังกลาเทศและชาวมุสลิมโรฮีนจาบริเวณป่าทางตอนเหนือของมาเลเซียที่มีชายแดนติดกับไทยเพิ่มอีก 139 หลุม ทว่ายังไม่ทราบถึงจำนวนผู้เสียชีวิต และพบค่ายกักกันที่ถูกทิ้งรกร้างอีก 28 แห่ง ซึ่งผู้ลักลอบขนผู้อพยพใช้ก่อนหน้านี้ การค้นพบดังกล่าวยิ่งนับเป็นการเปิดเผยถึงความเลวร้ายของวิกฤตผู้อพยพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การค้นพบนี้มีขึ้นให้หลังเพียง 1 วัน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียได้ค้นพบหลุมศพราว 30 หลุม ซึ่งมีร่างผู้เสียชีวิตของผู้อพยพราว 100 คน
“ทางเจ้าหน้าที่ได้พบหลุมศพต้องสงสัย 139 หลุม แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีร่างผู้เสียชีวิตอยู่ในหลุมแต่ละหลุม และเราก็ยังพบค่ายกักกันอีก 28 แห่งด้วย” คาลิด กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เมืองวังเกเลียน ซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย ระบุต่อไปว่า ร่างของผู้เสียชีวิตนั้นได้รับการขุดขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยถึงสาเหตุของการเสียชีวิต และกล่าวต่อไปว่า ค่ายกักกันที่พบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสามารถบรรจุคนได้สูงที่สุด 300 คน ส่วนอีกแห่งนั้นมีความจุราว 100 คน ส่วนที่เหลือนั้นอยู่ที่ละราว 20 คน
รายงานจากเอเอฟพี ระบุว่า การค้นพบทั้งสองครั้งดูเหมือนว่าจะแสดงให้เห็นถึงระบบของค่าย และหลุมศพผู้อพยพที่ใหญ่กว่าการค้นพบในประเทศไทย เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยทางไทยนั้นระบุว่าพบเพียงค่ายกักกันผู้อพยพเพียง 6 แห่ง และพบร่างผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 คนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีค่ายกักกันเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยที่เจ้าหน้าที่ของทางการไม่ทราบ ทางคาลิดไม่ได้ให้คำตอบ ทว่า วาน จูไนดี รองรัฐมนตรีมหาดไทยมาเลเซีย กล่าวว่า การค้นพบหลุมศพดังกล่าวเป็นการพิสูจน์ว่ามาเลเซียไม่ได้ซ่อนอะไรเอาไว้
“มาเลเซียจริงจัง และตั้งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์” วาน จูไนดี กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี
ด้านนายกรัฐมนตรี นาจิบราซัค ของมาเลเซีย ระบุว่า ได้ออกมาแสดงความกังวลจากการที่มาเลเซียได้ค้นพบหลุมศพจำนวนมากที่คาดว่าใช้ฝังกลุ่มผู้อพยพผิดกฎหมาย และให้คำมั่นว่าจะต้องหาตัวผู้รับผิดชอบมาให้ได้
“ผมมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับหลุมศพในแผ่นดินมาเลเซีย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าผู้อพยพ และเราจะหาตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง” ผู้นำมาเลเซียระบุในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์
ไม่เพียงเท่านั้น การค้นพบดังกล่าวจะยิ่งเป็นการมุ่งความสนใจไปที่การจัดการแก้ไข และต่อสู้กับการค้ามนุษย์ของมาเลเซีย ที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวระบุว่า กลุ่มองค์กรอาชญากรรมเป็นผู้ทำให้เกิดขบวนการดังกล่าว และต้องสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติมิชอบมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ทั้งนี้ ในปัจจุบันในรายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ มาเลเซียอยู่ในเทียร์ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดของการค้ามนุษย์
“ถ้าไม่ใช่การขาดการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่มาเลเซีย เจ้าหน้าที่มาเลเซียเองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหรือสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอาชญากรรมเพื่อลักลอบขนผู้อพยพ โดยในระบบทาสสมัยใหม่ ผู้ลักลอบขนผู้อพยพไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวคนเดียว” เอไกล์ เฟอร์นันเดซ จากกลุ่มปกป้องสิทธิผู้อพยพเทนากานิตา ของมาเลเซีย ระบุ
ขณะเดียวกัน ทางนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ของบังกลาเทศ ได้ระบุว่า ผู้อพยพที่พยายามออกจากประเทศโดยผิดกฎหมายสมควรได้รับการลงโทษ เช่นเดียวกับผู้ลักลอบขนผู้อพยพเช่นเดียวกัน
“การลงโทษจำเป็นจะต้องมีต่อผู้ที่จะออกจากประเทศโดยผิดกฎหมาย เหมือนกันกับผู้ที่เป็นคนกลาง เนื่องจากว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงทำให้ชีวิตตกอยู่ในอันตราย” ผู้นำหญิงของบังกลาเทศ กล่าว
ขณะเดียวกัน ทางฮาสินายังได้แนะนำไม่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่จ่ายเงินให้กับผู้ลักลอบขนผู้อพยพและทำงานในประเทศด้วยเงินก้อนดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ในกระทรวงการจ้างงาน และแรงงานมีมาตรการจัดการกับการหลั่งไหลของผู้อพยพในประเทศไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“คุณจำเป็นจะต้องมีมาตรการเพื่อที่จะไม่ให้ผู้อพยพให้เงินไปกับนายหน้าเพื่อเดินทางไปต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย ที่พวกเขากำลังจะติดกับ” ฮาสินา กล่าวต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการจ้างงาน และแรงงาน
ทั้งนี้ การออกมาในครั้งนี้ของผู้นำบังกลาเทศนับว่าเป็นครั้งแรกที่บังกลาเทศมีท่าทีต่อวิกฤตผู้อพยพ







