
มรสุมถุงลมนิรภัย วิกฤตวัดกึ๋น ‘ทากาตะ’
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวคราวจากแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะเทือนเลื่อนลั่นมากที่สุด
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวคราวจากแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สะเทือนเลื่อนลั่นมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นการเรียกรถยนต์คืนล็อตใหญ่ทั่วโลกของเหล่าค่ายผู้ผลิตรถยักษ์ใหญ่ชั้นนำ โดยมีเหตุผลจากปัญหาด้านถุงลมนิรภัยอันเกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ
แน่นอนว่า หากเป็นอุตสาห กรรมอื่นที่ไม่ใช่ชิ้นส่วนยานยนต์ ทากาตะ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ผู้อยู่เบื้องหลังถุงลมนิรภัยเจ้าปัญหาที่ทำให้เกิดการเรียกคืนรถครั้งใหญ่ในสหรัฐ ก็อาจจะเลือกปรับลดการผลิตลงเพื่อรักษาแบรนด์
แต่สำหรับทากาตะ กลับจำเป็นต้องรักษากำลังผลิตไว้ เพราะไม่มีทางเลือกเหลือมากนัก เนื่องจากมีคู่แข่งพร้อมที่จะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดทุกเมื่อ
วิกฤตล่มแบรนด์
รายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักระบุตรงกันว่า หลังจากได้รับแรงกดดันจากทางการสหรัฐอยู่หลายเดือน ในที่สุดทากาตะได้ออกมายอมรับเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ถุงลมนิรภัยของตนมีข้อบกพร่องส่งผลให้เกิดการเรียกคืนรถกว่า 34 ล้านคัน
นอกจากจะเป็นการเรียกคืนรถครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาของประวัติศาสตร์สหรัฐแล้ว ทางสำนักงานเพื่อความปลอดภัยด้านการจราจรทางหลวงสหรัฐ ยังระบุอีกว่า การเรียกคืนอาจมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีก ถ้ามีการตรวจสอบพบอุปกรณ์ที่บกพร่องเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ทากาตะต้องแบกรับภาระหนักขึ้นอีก
“แม้จะยังไม่มีความแน่นอน แต่ข่าวก็แพร่อย่างรวดเร็วว่าถุงลมนิรภัยที่ผลิตโดยทากาตะ ฉีกขาดระหว่างพองตัวและมีวัตถุแข็งพุ่งใส่ผู้ขับจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และบาดเจ็บกว่า 100 คน ก็ถือเป็นฝันร้าย” โจเชน ซีเบิร์ด กรรมการผู้จัดการ เจเอสซี ที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าว พร้อมเสริมว่า เจ้าตัวยังมองไม่เห็นทางที่บริษัทแห่งนี้จะอยู่รอดต่อไปได้
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นที่ว่าทากาตะอาจจะต้องปิดกิจการเลยทีเดียว
มรสุมคู่แข่งซ้ำ
ทั้งนี้ ถุงลมนิรภัยถือเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ด้านความปลอดภัยที่ขาดไปไม่ได้ในปัจจุบัน โดยจากการประเมินของ แวเลียน บริษัทผู้วิจัยตลาดยานยนต์ ทากาตะและคู่แข่งอีก 2 ราย มีสัดส่วนการครองตลาดถุงลมนิรภัยร่วมกันอยู่ราว 80% ขณะที่อีกสองรายคือ ออโต้ลีฟ จากสวีเดน มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ 25% และไดเซล จากญี่ปุ่น มีส่วนแบ่งการตลาดอีก 16%
แน่นอนว่า การต้องเผชิญกับมรสุมเรียกคืนรถ ทำให้แบรนด์ของทากาตะถูกบั่นทอน และคู่แข่งก็พร้อมจะเข้าชิงส่วนแบ่งการตลาดในทันที
ยืนยันได้จากท่าทีของ ออโต้ลีฟ ซึ่งรีบออกมาประกาศหลังเกิดวิกฤตไม่นานว่า มีกำลังการผลิตพร้อมเพื่อทดแทนส่วนแบ่งการตลาดของทากาตะกว่า 25 ล้านชิ้น ภายในปี 2016 เช่นเดียวกับท่าทีของ ไดเซล ที่ขยายฐานการผลิตมาที่รัฐอริโซนาของสหรัฐ
ขณะที่ โคจิ เอ็นโด นักวิเคราะห์ยานยนต์จากศูนย์วิจัยก้าวหน้าแห่งญี่ปุ่น แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ทากาตะมีแนวโน้มจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่ง นอกจากสูญรายได้
เอสเอ็มบีซี นิคโก สถาบันวิจัยของญี่ปุ่น ประเมินว่า การเรียกรถคืนล่าสุดคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นราว 2.5 แสนล้านเยน (ราว 6.9 หมื่นล้านบาท) โดยยังไม่รวมความเสียหายจากการสูญเสียมูลค่าหุ้นในตลาด ที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงไปแล้วมากกว่า 10%
บทพิสูจน์ทากาตะ
สำหรับทากาตะ ความท้าทายระลอกแล้วระลอกเล่าที่ประดังเข้ามา ทำให้แทบไม่มีเวลานั่งตื่นตระหนก นอกจากต้องระดมสรรพกำลังเพื่อแก้วิกฤตครั้งนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้โจทย์สำคัญคือ การที่ไม่สามารถลดกำลังการผลิตได้ เพราะเสี่ยงต่อการปล่อยส่วนแบ่งการตลาดให้หลุดมือไป
ชิเกฮิสะ ทากาดะ ประธาน บริษัท ทากาตะ กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ชัดเจนในการฟื้นฟูความไว้ใจของผู้ประกอบรถยนต์และผู้ใช้รถทั่วไป โดยทากาตะได้ขอให้ทางลูกค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์ว่าจะขอผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ สำหรับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยที่มีความบกพร่อง
ขณะที่ โยอิชิโระ โนมูระ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า ทางทากาตะได้จัดประชุมกับทางสถาบันการเงินเกือบทุกวันเพื่อประกันว่า ทางบริษัทจะมีสภาพคล่องเพียงพอในช่วงวิกกฤตเช่นนี้
ขณะเดียวกัน ทากาตะยังพอมีโชคอยู่บ้างเช่นกัน เนื่องจากทากาตะยังมีรายได้จากการเป็นผู้ผลิตเข็มขัดนิรภัยและระบบพวงมาลัยอยู่ ดังนั้นทากาตะจึงยังพอเหลือรายได้จุนเจือบริษัท
ด้าน ยูสุเกะ อูเอดะ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อของธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ แสดงความเห็นว่า ทากาตะอาจสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาและได้รับโอกาสจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
“หากธนาคารให้กู้และผู้ประกอบรถยนต์ยังสนับสนุน ทากาตะได้ไปต่อแน่นอน เนื่องจากสภาพคล่องจากรายได้ส่วนอื่นยังคงมีความมั่นคง แต่ปัญหาต้องใช้เวลาสักระยะในการแก้ไข” อูเอดะ กล่าว พร้อมเสริมว่า ทากาตะอาจต้องใช้เงินมากถึง 3 แสนล้านเยน (ราว 8 หมื่นล้านบาท) สำหรับวิกฤตเรียกรถคืนในครั้งนี้ ซึ่งวงเงินดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต







