
ตลาดเกิดใหม่น่วม! จีนชะลอฉุดส่งออกดิ่งเหว
ภาวะเศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปทั่วกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ภาวะเศรษฐกิจของจีนส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปทั่วกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่เฉพาะแต่ผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าภาคการผลิตอีกด้วย
ข้อมูลจาก แคปิตัล อิโคโนมิคส์ บริษัทวิจัยเศรษฐกิจ ฉายภาพให้เห็นว่าการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลงแล้ว 4.4% ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลบางส่วนชี้ว่า การส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเดือน เม.ย. ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเกิดขึ้นจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ภาวะสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ในปัจจุบันถือว่าตกต่ำที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ
แคปิตัล อิโคโนมิคส์ ประเมินว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของละตินอเมริกาไปยังจีนปรับตัวลดลงถึง 10% ขณะที่การส่งออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและยุโรปไปยังแดนมังกรปรับตัวลดลง 5% และ 3% ตามลำดับ ส่วนการส่งออกของแอฟริกาลดลงมากที่สุดถึง 7.5%
“บรรดาผู้ผลิตในเอเชีย ทั้งไทยและเกาหลีใต้ ต่างรับรู้ถึงสภาพการส่งออกไปจีนที่ลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่มาเลเซียต้องเผชิญกับมูลค่าการส่งออกที่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำมันปาล์ม สินค้าโรงงาน รวมถึงชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ต่างปรับตัวลดลง” นีล แชริง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของ แคปิตัล อิโคโนมิคส์ กล่าว
ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่มาจากนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาล จากโครงสร้างแบบพึ่งพาการลงทุนเป็นพึ่งพาการบริโภคภายใน ซึ่งส่งผลให้การส่งออกของจีนปรับตัวลดลง ขณะที่การนำเข้าของจีนก็ปรับตัวลงถึง 17.3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้
กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลักๆ ไม่สามารถต้านทานการส่งออกที่อ่อนแอได้ โดยเอเชียดูมีความยืดหยุ่นด้านการส่งออกมากที่สุด ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ในยุโรปเช่น รัสเซีย โรมาเนีย เชก ฮังการีต่างได้รับผลกระทบที่รุนแรง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุโรป
ขณะที่รายงานจากสถาบันเพื่อการเงินนานาชาติ (ไอไอซี) ยังเปิดเผยรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า เกิดภาวะทุนไหลออกในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมปรับตัวสูงอย่างรวดเร็ว
ภาวะดังกล่าวยังเกิดขึ้นจากการที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคาดว่าจะมีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น นักวิเคราะห์หลายสำนักยังเตือนว่า ตลาดเกิดใหม่อาจเผชิญกับความเสี่ยงทุนไหลออกเช่นเดียวกับช่วงที่มีการคาดการณ์ว่า เฟดเตรียมจะยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อปี 2013 ซึ่งส่งผลให้ภาวะนักลงทุนแห่ถอนทุนจากตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว
ไอไอซียังระบุด้วยว่า การเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจทำให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เช่นเดียวกับช่วงปี 2013 ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นสัญาณเตือนว่า ภาวะทุนไหลออกรุนแรงในช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้ หากธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ
ผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
ทั้งนี้ ชาติตลาดเกิดใหม่อย่าง บราซิล อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฮังการี อินเดีย แอฟริกาใต้ และไทย มีสัดส่วนทุนไหลเข้าในตลาดทุนนับตั้งแต่ปี 2010 ถึง 52% และไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ถึง 15% ในช่วงเดียวกัน







