
พม่าต้องรับโรฮีนจา
เป็นประเด็นความสนใจไปทั่วโลกสำหรับกรณีผู้อพยพชาวโรฮีนจาซึ่งพม่าปฏิเสธความรับผิดชอบในประเด็นนี้อย่างเด็ดขาด ขณะที่นานาชาติกำลังกดดันให้ไทยเร่งให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
เป็นประเด็นความสนใจไปทั่วโลกสำหรับกรณีผู้อพยพชาวโรฮีนจาซึ่งพม่าปฏิเสธความรับผิดชอบในประเด็นนี้อย่างเด็ดขาด ขณะที่นานาชาติกำลังกดดันให้ไทยเร่งให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
บทบรรณาธิการของบลูมเบิร์กจั่วหัวแสดงความเห็นไว้ว่า ประเด็นนี้ถือเป็น “วิกฤตของประเทศไทยและเปิดเรื่องน่าอับอายของพม่า” การกดดันจากสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ต่อเรื่องวิกฤตมนุษยธรรมในไทยนั้นได้ผล เพราะเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลไทยเร่งปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ละทิ้งเรือของผู้อพยพไว้กลางทะเลปราศจากทั้งน้ำ อาหาร และน้ำมัน บลูมเบิร์กจึงเรียกร้องให้ทั้งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียทำตามข้อวิงวอนจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยเปิดให้มีพื้นที่อพยพ และเป็นโอกาสตอกย้ำถึงปัญหาการค้ามนุษย์ในแถบนี้
ขณะที่รัฐบาลพม่าต้องพยายามที่จะหยุดการอพยพของชาวโรฮีนจาให้มากกว่าในปัจจุบัน โดยวิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับการเริ่มต้นคือต้องยกระดับความเป็นอยู่ของชีวิตผู้อพยพในค่ายกักกัน รวมถึงยกเลิกเงื่อนไขในการแบ่งแยกโรฮีนจา เช่น การมีหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ และถูกกีดกันออกจากความ
ช่วยเหลือและการดำเนินชีวิตตามปกติ
บทบรรณาธิการทิ้งท้ายไว้ว่า ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลพม่าต้องเร่งแก้ไขคือ อคติต่อชาวโรฮีนจาในพม่าและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น โดยควบคุมข้อความแห่งความเกลียดชัง และอย่างน้อยโรฮีนจาต้องเป็นพลเมืองที่ได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรม เพื่อที่ชาวโรฮีนจาจะได้เห็นว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองฝ่ายตนเช่นเดียวกัน หากประเทศเพื่อนบ้านของพม่ามีหน้าที่รับผู้อพยพชาวโรฮีนจา พม่าก็มีเหตุผลที่จะให้ชาวโรฮีนจาอยู่ในแผ่นดินต่อไปเช่นเดียวกัน







