
พม่าลั่นไม่ใช่ตัวการโรฮีนจา
พม่าปฏิเสธไม่ใช่ต้นตอปัญหาโรฮีนจา ยืนยันไม่เคยละเลยปัญหา อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซียจี้นานาชาติร่วมแก้ไข หยุดกล่าวโทษกันเอง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
พม่าออกโรงปฏิเสธลั่นไม่ใช่ตัวการต้องโดนตำหนิสำหรับวิกฤตผู้อพยพชาวโรฮีนจาในปัจจุบัน แต่ยืนกรานชัดเจนว่าไม่ได้ละเลยปัญหาผู้อพยพ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการลักลอบค้ามนุษย์แน่นอน รวมถึงบ่งชี้ว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ระดับสูง แต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ประเทศใด
ซอว์ ฮเทย์ ผู้อำนวยการสำนักทำเนียบประธานาธิบดีพม่า ยืนยันว่า พม่าไม่ควรต้องถูกประณาม เพราะไม่ใช่ต้นตอของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นและลุกลามอยู่ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน ซอว์ ฮเทย์ ยังกล่าวอธิบายเพิ่มเติมหลังมีรายงานว่า พม่าอาจไม่เข้าร่วมการประชุมนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาผู้อพยพที่จะจัดขึ้นในไทยวันที่ 29 พ.ค.นี้ ว่า พม่าไม่ได้ตั้งใจจะเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ผู้นำของประเทศจะตัดสินใจเข้าร่วมโดยขึ้นอยู่กับประเด็นที่จะมีการหารือเป็นหลัก พร้อมระบุว่าจนถึงขณะนี้รัฐบาลพม่ายังไม่ได้รับบัตรเชิญอย่างเป็นทางการ
“เราจะไม่ยอมรับข้อกล่าวหาของคนบางคน ที่ระบุว่าพม่าเป็นต้นตอของปัญหาโดยเด็ดขาด” ซอว์ ฮเทย์ กล่าว
วันเดียวกัน ทางการมาเลเซียเริ่มดำเนินการเจรจาเพื่อหาทางยุติปัญหาผู้อพยพลี้ภัยกับบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการรับหรือให้ที่พักพิงถาวรแก่ชาวโรฮีนจาเหล่านี้
รายงานระบุว่า อานิฟาห์อามัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ได้เข้าพบกับ อาบูล ฮัซซาน มาห์มูด อาลี รัฐมนตรีต่างประเทศบังกลาเทศในรัฐซาบาห์บนเกาะบอร์เนียว เมื่อวันที่ 17 พ.ค. โดยการพบกันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการหารือประจำปีของสองประเทศ
หลังจากนี้มาเลเซียมีกำหนดการเข้าพบและหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียและไทยที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้น รวมถึงการพยายามหาทางพบปะกับตัวแทนจากประเทศพม่า โดยรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียระบุว่า หากพม่าไม่ยอมเจรจา ในฐานะประเทศผู้นำอาเซียน มาเลเซียก็มีแผนจะจัดประชุมฉุกเฉิน
ด้าน ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ออกมาเร่งให้นานาชาติหาทางแก้ไขปัญหาผู้อพยพชาวโรฮีนจา และหยุดกล่าวโทษกันเองได้แล้ว พร้อมแสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่จะตำหนิอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย และวิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ควรเป็นบททดสอบของประเทศใดประเทศหนึ่ง
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทางสหประชาชาติและกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนต่างๆ ออกมาเตือนว่า เรือผู้อพยพอาจกลายเป็นโลงศพลอยน้ำลำใหญ่ได้ หลังไม่มีประเทศใดยอมให้ที่พักพิง ขณะที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้อพยพได้รับความช่วยเหลือจากชายฝั่งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แล้วเกือบ 3,000 คน
ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตที่ยังคงไร้ทางออก นักวิชาการอาเซียนศึกษาส่วนหนึ่ง ระบุว่า ปัญหาทั้งหมดมาจากความอ่อนแอของนโยบายไม่แทรกแซงภายในของอาเซียน และถึงเวลาแล้วที่อาเซียนสมควรทบทวนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้นโยบายดังกล่าว
ขณะเดียวกัน นักวิชาการส่วนหนึ่งยังได้แสดงความเข้าใจต่อท่าทีของไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีต่อผู้อพยพด้วยการผลักดันเรือออกนอกน่านน้ำประเทศตัวเอง และให้ความช่วยเหลือด้านน้ำและอาหารตามสมควร โดยนักวิชาการเหล่านี้มองว่ามาจากความวิตกว่าหากยินยอมให้ชาวโรฮีนจาเข้ามาก็จะเป็นการเปิดประตูให้ชาวโรฮีนจาที่เหลือไหลทะลักเข้ามาไม่หมดไม่สิ้น
ทัศนะแต่ละชาติต่อโรฮีนจา
ไทย — ไม่ต้องการให้ที่พักพิงถาวรแก่ชาวโรฮีนจา และให้ความช่วยเหลือนน้ำและอาหารตามหลักมนุษยธรรม
มาเลเซีย — ยืนกรานไม่ยอมรับผู้อพยพเหล่านี้ รวมถึงมีคำสั่งให้กองทัพเรือผลักดันเรือผู้อพยพเหล่านี้ออกนอกน่านนน้ำประเทศ
อินโดนีเซีย —มีจุดยืนและแนวทางปฎิบัติเช่นเดียวกับมาเลเซีย
บังกลาเทศ — ยินยอมให้ที่พักพิงแก่ชาวโรฮีนจามาตลอด แต่ก็กีดกันและจำกัดให้ชาวโรฮีนจาเหล่านี้อาศัยอยู่ภายในค่ายที่จัดไว้เท่านั้น ขณะเดียวกันก็จัดการส่งส่วนหนึ่งกลับประเทศ ทำให้ชาวโรฮีนจาที่ลี้ภัยในบังกลาเทศเลือกอพยพไปประเทศที่สามต่อไป







