
จีนยืนยันสิทธิในทะเลจีนใต้
ย้ำลุยเดินหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แม้สหรัฐร้องให้ลดความตึงเครียด
ย้ำลุยเดินหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แม้สหรัฐร้องให้ลดความตึงเครียด
สหรัฐ-จีนไม่ลงรอย แดนมังกรยืนยันเต็มที่มีสิทธิในทะเลจีนใต้
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สหรัฐและจีนเกิดความขัดแย้งกันเกี่ยวกับกรณีข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้ ภายหลังจากที่หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนยังคงยืนยันในอำนาจอธิปไตยเหนือแนวโขดหินในพื้นที่ดังกล่าว แม้ว่า จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะร้องขอให้จีนมีมาตรการเพื่อลดความตึงเครียดลงก็ตาม
“ในประเด็นเรื่องการก่อสร้างบนแนวโขดหิน และหมู่เกาะหนานชา นี่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจอธิปไตยของจีนอย่างเต็มที่” หวังอี้ กล่าว โดยหมู่เกาะหนานชาเป็นชื่อที่จีนใช้หมายถึงหมู่เกาะสแปรตลีย์
รัฐมนตรีต่างประเทศแดนมังกรยังระบุยืนยันในงานแถลงข่าว ภายหลังจากการประชุมกับแคร์รี ที่ได้เดินทางไปเยือนจีนระหว่างวันที่ 16-17 พ.ค. ด้วยว่า จีนมีความตั้งใจที่จะปกป้องอำนาจอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างเต็มที่ และจะไม่เปลี่ยนแปลง
“นี่เป็นคำร้องขอจากคนของเราต่อรัฐบาล และเป็นสิทธิที่ชอบธรรมของเราด้วย” หวังอี้ กล่าว
ท่ามกลางท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าวของจีน แคร์รีได้แสดงความกังวลต่อขอบเขต และความรวดเร็วในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าวและเรียกร้องให้จีนมีมาตรการที่เข้าร่วมโดยทุกฝ่ายเพื่อลดความตึงเครียด
“ผมได้เรียกร้องให้จีนผ่านรัฐมนตรีต่างประเทศหวังในการมีมาตรการที่จะนำทุกฝ่ายเข้ามาช่วยเพื่อลดความตึงเครียด และเพิ่มทางออกทางการทูต” แคร์รี กล่าว
ทั้งนี้ ความพยายามของจีนในการอ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ที่เพิ่มมากขึ้น ได้ส่งผลให้ความตึงเครียดกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหมายถึงฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ที่อ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าวมีมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ทางการจีนยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐมีแผนที่จะส่งเรือ และเครื่องบินเข้ามาเพื่อยืนยันถึงเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ตามทางรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐไม่ได้ตอบ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐ แถลงว่า เบน โรดส์ รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ สนับสนุนความพยายามของ 10 ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะแก้ไขเรื่องข้อพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้อย่างสันติ ภายใต้แนวทางปฏิบัติในทะเลจีนใต้ตามข้อตกลงในปี 2002 และกฎหมายระหว่างประเทศ







