
รากปัญหาบัลติมอร์
เหตุการณ์ความรุนแรงที่บัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐจบลง ภายหลังจากที่รัฐดังกล่าวประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงอัยการยังสั่งฟ้องความผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 คน ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมชายผิวสีวัย 25 ปี จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
เหตุการณ์ความรุนแรงที่บัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐจบลง ภายหลังจากที่รัฐดังกล่าวประกาศเคอร์ฟิว รวมถึงอัยการยังสั่งฟ้องความผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 คน ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมชายผิวสีวัย 25 ปี จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
นัวเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้เคยคาดการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ได้ถูกต้องในปี 2005 แสดงทัศนะต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า การแก้ปัญหาเหตุการณ์ความรุนแรงไม่ควรหยุดอยู่ที่แค่ประกาศเคอร์ฟิวและส่งเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์เท่านั้น แต่ต้องแก้ที่ความยากจน การว่างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำกันระหว่างชาวผิวสีและผิวขาว
จากข้อมูลของสำนักสำมะโนสหรัฐ พบว่า รายได้ครัวเรือนของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ในเมืองบัลติมอร์เฉลี่ยอยู่ที่ 3.36 หมื่นเหรียญสหรัฐ น้อยกว่ารายได้ครัวเรือนของชาวผิวขาวที่อยู่ที่ราว 6 หมื่นเหรียญสหรัฐ ในขณะที่อัตราการว่างงานของวัยรุ่นผิวสีอายุระหว่าง 20-24 ปี อยู่ที่ 37% ในปี 2013 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับ 10% ของชาวผิวขาว
ทั้งนี้ รูบินี ระบุว่า ทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ สหรัฐต้องลงทุนในการศึกษา การฝึกทักษะอาชีพ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยหากปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและรายได้ของภาคเอกชนแล้ว รวมถึงอาจส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรกนี้ต้องชะลอตัวอีกด้วย
“พวกเราต้องจัดการกับช่องว่างนี้ เพราะถ้าพวกเราไม่จัดการละก็ ปัญหาการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดจะไม่ได้อยู่ที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์อย่างในตะวันออกกลาง ยูเครน รัสเซีย หรือเอเชีย แต่อยู่ในบ้านสหรัฐ” รูบินี กล่าว







