
เร่งแต่งตัว 'เขตศก.พิเศษ' รับกระแสลงทุนทะลัก
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นหนึ่งนโยบายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญ “โพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์ “ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ”
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นหนึ่งนโยบายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญ “โพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์ “ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ” รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงความคืบหน้าที่สำคัญของแต่ละพื้นที่
ชาญวิทย์ แจกแจงว่า ตอนนี้พื้นที่ 5 จังหวัดที่ได้รับการส่งเสริมเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะ (เฟส) แรก ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว สงขลา และตราด รวม 36 ตำบล ใน 10 อำเภอ พื้นที่รวม 1.83 ล้านไร่ มีความพร้อมรับการลงทุนแล้ว โดยมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ และอุตสาหกรรมเป้าหมาย 13 กลุ่มหลักที่ต้องการส่งเสริม ซึ่งตอนนี้กำลังเร่งสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับด้านศุลกากร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โครงการเร่งด่วนในปี 2558 จำนวน 55 โครงการ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว 2,737.88 ล้านบาท โดยจะครอบคลุมการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2
ขณะที่ภาพรวมของแผนโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร ปี 2557-2565 จะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและด่านใน 6 พื้นที่ 7 ด่าน วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท ได้แก่ จ.ตาก สระแก้ว ตราด มุกดาหาร สงขลา ซึ่งประกอบด้วย 2 ด่าน คือ สะเดาและปาดังเบซาร์ และพื้นที่ชายแดน จ.หนองคาย
“การลงทุน 1.1 แสนล้านในปี 2557-2565 จริงๆ คือแผนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอยู่แล้ว เพียงแต่ส่วนไหนที่เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษก็นับเข้ามา บางโครงการที่อยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษก็จะเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้น”
หากมองในแง่ศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ชาญวิทย์ อธิบายว่า แต่ละจังหวัดมีจุดเด่นแตกต่างกัน โดย จ.ตาก มีศักยภาพมากที่สุด มีมูลค่าการค้าสูงและนักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด โดดเด่นในแง่เป็นประตูฝั่งตะวันตกตอนบนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจชายแดนเมียวดี เชื่อมสู่ท่าเรือเมาะละแหม่งและย่างกุ้งของพม่า มีแรงงานพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอ อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร เฟอร์นิเจอร์ แต่มีข้อที่นักลงทุนที่ต้องพิจารณาคือ ปัญหาการจราจรที่แออัดบริเวณพรมแดนเส้นทางแม่สอด-ตาก ที่คดเคี้ยวและชัน ขณะที่เส้นทางในพม่ายังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
ส่วน จ.สระแก้ว มีจุดเด่นคือการตั้งอยู่บนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง(250 กม.) และห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 300 กม. ปริมาณการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา อยู่ในระดับสูง ทางฝั่งกัมพูชามีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 แห่ง คือ ปอยเปต-โอเนียง แซนโก-ปอยเปต และบริเวณเมืองศรีโสภณ มีศักยภาพในการแปรรูปสินค้าเกษตร ขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ค้าส่งระหว่างประเทศ การค้าปลีก การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อจัดตั้งคลังสินค้า
ด้าน จ.มุกดาหาร เป็นประตูสู่ฝั่งตะวันออก มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เชื่อมสู่ สปป.ลาว ผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน เชื่อมสู่ท่าเรือดานังของเวียดนาม ขึ้นสู่จีนตอนใต้ (หนานหนิง) สามารถพัฒนาการค้าส่ง ศูนย์กระจายสินค้า โลจิสติกส์ และท่องเที่ยวชายแดน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เส้นทางในประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ได้รับการปรับปรุง
ขณะที่ จ.สงขลา เป็นศูนย์กลางของภาคใต้ใกล้ท่าเรือปีนังและท่าเรือกลางของมาเลเซีย เป็นจุดที่มีการค้าชายแดนสูงสุดของประเทศ สามารถพัฒนาพื้นที่ด่านสะเดาและปาดังเบซาร์เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อขยายจากนิคมอุตสาหกรรมฉลุง เพื่อรองรับการเชื่อมโยงส่งออกทางท่าเรือปีนัง แต่ขณะนี้มีอุปสรรคอยู่ที่การจราจรบริเวณด่านแออัด โครงข่ายรถไฟยังไม่สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคตและขาดแคลนแรงงาน
สำหรับ จ.ตราด มีศักยภาพคืออยู่บนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถเข้าถึงท่าเรือสีหนุวิลล์ในระยะทาง 233 กม. และถึงท่าเรือแหลมฉบัง 230 กม. ฝั่งกัมพูชามีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง แต่มีอุปสรรคคือขนาดเศรษฐกิจขนาดเล็กและขาดแคลนแรงงานในพื้นที่
ทั้งนี้ ภายในสิ้นปีนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการให้เขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดเป็นรูปธรรม 2 แห่ง คือ จ.ตาก และ จ.สระแก้ว และสิ้นปี 2559 ต้องการเห็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.หนองคาย ซึ่งอยู่ในกลุ่มพัฒนาเฟส 2 เป็นอีกแห่งที่นักลงทุนสนใจมาก โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น
“ความคืบหน้าล่าสุด พบว่า นักลงทุนรายใหญ่ เช่น ซีพี เครือสหพัฒน์ฯ ไทยเบฟเวอเรจ สนใจจะลงทุนพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่เป้าหมาย ส่วนที่ จ.หนองคาย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้เตรียมการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมร่วมกับนักลงทุนจีนในวงเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท ส่วนนักลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นได้ติดต่อขอรับข้อมูลที่ศูนย์วัน สต็อป เซอร์วิส แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงนิยมที่จะไปติดต่อกับสำนักงานบีโอไอที่ส่วนกลางและทางเว็บไซต์ ซึ่งระยะต่อไปคณะอนุกรรมการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานจะดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น ทั้งการประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็น การจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ”
รองเลขาธิการ สศช. กล่าวถึงกรณีที่บางฝ่ายห่วงว่าการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจรายใหญ่ แต่ธุรกิจท้องถิ่นจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ว่า ทางการระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยได้ออกมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีเพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยจะได้รับการลดภาษีจาก 20% เหลือ 10% สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในวงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนในพื้นที่ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อบัญญัติท้องถิ่น ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามปกติ เพราะการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้มีการรอนสิทธิในส่วนไหน เพียงแต่ผู้ประกอบการจะได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้ที่จะเสียให้กับส่วนกลางเท่านั้น
เมื่อมองไปในอนาคต ชาญวิทย์ ระบุว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้จะผลักดันให้การค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในพื้นที่สูงขึ้น โดยคาดว่าสิ้นปี 2559 มูลค่าการค้าชายแดนจะเพิ่มเป็น 1.3 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันประมาณ 1 ล้านล้านบาท และสัดส่วนมูลค่าการค้าชายแดนจะค่อยๆ ปรับขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 10% ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศ แต่การประเมินผลสำเร็จนอกจากมูลค่าการค้าแล้ว จะต้องประเมินผลที่เกิดกับเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งแง่การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมรายได้ของคนในพื้นที่ต้องดีขึ้น
“การเกิดเขตเศรษฐกิจครั้งนี้ถือว่าเป็นรูปธรรมที่สุดนับแต่ประเทศไทยเริ่มพยายามผลักดันนโยบายนี้มาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งการเริ่มต้นในพื้นที่ชายแดนที่มีมูลค่าการค้าอยู่แล้วมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่แล้วเพื่อลดต้นทุนการลงทุนของรัฐลง ระยะต่อไปจะขยับขยายไปที่อื่นค่อยว่ากันเป็นขั้นตอนไป ซึ่งอาจจะอยู่หลายจังหวัด อยู่กลางเมืองก็ได้ อนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการศึกษาความเหมาะสมต่อไป” ชาญวิทย์ ทิ้งท้าย







