
เศรษฐีเอเชียรวยกว่ายุโรป
ศก.แกร่งดันเอเชียพุ่งแรงสุดฮ่องกงอินเดียนำทัพสุดมั่งคั่ง
โพสต์ทูเดย์
– เศรษฐีเอเชียมาแรง มั่งคั่งเบียดแซงหน้ายุโรปเป็นครั้งแรก รายงานความมั่งคั่งชี้เศรษฐกิจโลกเดินหน้า ภูมิภาคเอเชียแกร่งสุดสำนักข่าวเอเอฟพี เปิดเผยรายงานความมั่งคั่งโลกครั้งที่ 14 ซึ่งจัดทำโดยบริษัท เมอร์ริล ลินช์ แอนด์ โค และแคปเจมิไน ระบุว่า เศรษฐีชาวเอเชียมั่งคั่งมากกว่าบรรดาเศรษฐีในยุโรปเป็นครั้งแรกในปี 2552 ซึ่งนำโดยฮ่องกงและอินเดีย
รายงาน ระบุว่า มูลค่าความมั่งคั่งสินทรัพย์ของบรรดาเศรษฐีในเอเชียรวมกันแล้วอยู่ที่ราว 31% ของทั้งหมด และคิดเป็นมูลค่าราว 9.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 314 ล้านล้านบาท) ขณะที่ยุโรปอยู่ที่เพียง 9.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 304 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ นอกจากเศรษฐีเอเชียจะมีความมั่งคั่งมากขึ้นแล้ว จำนวนเศรษฐีในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นถึง 25.8% ไปอยู่ที่ 3 ล้านคน แซงหน้ายุโรปอีกเช่นกัน อีกทั้งยังเกือบที่จะเท่าๆ กับจำนวนเศรษฐีในอเมริกาเหนือมีอยู่ราว 3.1 ล้านคนอีกด้วย
ขณะที่ผู้ที่จะติดอยู่ในการจัดอันดับดังกล่าวต้องมีสินทรัพย์ลงทุนเกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32.38 ล้านบาท)
นอกจากนี้ เอเชียแปซิฟิกยังถือเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดในปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ
“
อันที่จริงแล้วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคเดียวที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง ทั้งในเชิงของเศรษฐกิจมหภาคและการขับเคลื่อนทางการตลาดสู่ความมั่งคั่งในปี 2552” แถลงการณ์จากการจัดอับดับในครั้งนี้ ระบุทั้งนี้ หลังจากโลกผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยจำนวนของเศรษฐีเมื่อปี 2551 ลดลงราว 14.2% แต่ในปี 2552 จำนวนเศรษฐีกลับขึ้นมาแตะที่ 10 ล้านคนทั่วโลกอีกครั้ง ซึ่งถ้าจัดอับดับความแต่ละประเทศแล้ว สหรัฐยังคงนำมาเป็นอันดับที่ 1 ตามมาด้วยญี่ปุ่น เยอรมนี และจีน
ดังนั้น จากการจัดอันดับดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าจำนวนสินทรัพย์ของเศรษฐีทั่วโลกกำลังไต่ระดับขึ้นมาใกล้เคียงกับในปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะตกอยู่ในภาวะถดถอยจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ
รายงาน ระบุว่า ปัจจัยบวกของการฟื้นตัวมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก และการฟื้นตัวของตลาดหุ้น อาทิ ดัชนี S&P 500 ที่ปรับบวกขึ้น 20% ตลอดทั้งปีที่แล้ว หลังจากดิ่งลง 38% ในปีก่อนหน้า ซึ่งยังนับเป็นปีที่ดัชนีร่วงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2480
“
การกระโดดกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นนั้น เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งและจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะแรงผลักดันจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในอินเดีย จีน และบราซิล” เบิร์ตแรนด์ ลาเวย์สเซียร์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท แคปเจมิไน กล่าวอย่างไรก็ตาม รายงาน ระบุว่า แม้นักลงทุนจะมีสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้น ทว่าก็ลงทุนอย่างระมัดระวังขึ้นด้วยเช่นกัน







