
‘อำนาจนิยม’ มรดกอันท้าทายหลังยุค ‘ลีกวนยิว’
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หวั่นสิ้นยุคลีกวนยิว การปกครองของสิงคโปร์อาจไม่เหมาะกับยุคใหม่ ปัญหาเศรษฐกิจ แรงกดดันจากสังคม อาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
เอพีเสนอรายงานกึ่งวิเคราะห์หลังการสิ้นชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรี ลีกวนยิว แห่งสิงคโปร์ ที่เสียชีวิตจากอาการปอดบวมด้วยวัย 91 ปี เมื่อวานนี้ ว่า แม้ว่าลีกวนยิวจะเป็นผู้สร้างชาติที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งให้กับประเทศ แต่กระนั้นระบอบการปกครองแบบ “อำนาจนิยม” ที่ลีกวนยิววางรากฐานไว้อาจจะไม่เหมาะสมกับสิงคโปร์ในยุคศตวรรษที่ 21 นัก
การเสียชีวิตของผู้นำคนสำคัญของประเทศในครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการเมืองสิงคโปร์ทีเดียว โดยในอดีตที่ผ่านมานั้น แม้ว่าระบอบอำนาจนิยมด้วยการปกครองที่แข็งกร้าวของสิงคโปร์จะสามารถทำให้สิงคโปร์เป็นสังคมที่เรียบร้อย และมั่งคั่งมาได้นาน 2 ชั่วอายุคน แต่ทว่าในปัจจุบันนี้ระบบดังกล่าวกำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะการกดดันมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยสำคัญเป็นผลมาจากการที่ในยุคสมัยแห่งการสร้างชาติในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น แม้ว่าสิงคโปร์จะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง แต่กระนั้นก็ได้สร้างความไม่เท่าเทียมในด้านรายได้ของประชากรมากขึ้นเช่นกัน อีกทั้งจากการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในสิงคโปร์นั้นก็ยิ่งสร้างความกดดันให้กับชาวสิงคโปร์เองที่ต้องหางานยากขึ้น พร้อมกับแรงกดดันในเรื่องค่าจ้าง ซึ่งในปัจจุบันจะเริ่มเห็นภาพของผู้สูงอายุสิงคโปร์ที่ต้องเข็นรถเก็บพลาสติก และกระดาษแข็งเพื่อนำไปขายต่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“มีความไม่พอใจเกิดขึ้น คุณสามารถรู้สึกได้ ประชาชนรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง” ลินน์ ซูหลิน เจ้าของธุรกิจวัย 56 ปี กล่าว กระนั้นเจ้าของธุรกิจรายนี้ซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความมั่งคั่งของสิงคโปร์ยังแสดงความวิตกกังวลด้วยว่า ชาวสิงคโปร์รุ่นใหม่อาจจะไม่ประทับใจกับสิ่งที่เป็นอยู่นัก
“หากขาดลีกวนยิวไป เราค่อนข้างกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้” ซู กล่าว
ทั้งนี้ พรรคพีเอพีซึ่งเป็นรัฐบาลสิงคโปร์เริ่มสูญเสียที่นั่งมากขึ้นนับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2011 โดยพรรคฝ่ายค้านเริ่มจะได้ที่นั่งในรัฐสภามากขึ้น จนทำให้รัฐบาลต้องเริ่มทยอยออกนโยบายส่งเสริมสวัสดิการสังคม รวมไปถึงชะลอการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพื่อเอาใจประชาชน แต่กระนั้นก็อาจจะไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนนัก
ยิ่งไปกว่านั้น สิงคโปร์ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการที่เทคโนโลยี รวมไปถึงแรงงานจากจีนและอินเดีย ที่เริ่มเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนชนชั้นแรงงาน และชนชั้นล่างมากขึ้นด้วย ยิ่งเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลสิงคโปร์ไม่น้อย
ขณะที่สถานการณ์การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงก็อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิงคโปร์ขึ้นเช่นกัน
“ผมเคารพในตัวลีกวนยิวในสิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเพื่อสร้างชาติของเรา แต่ผมไม่เห็นด้วยกับหลายสิ่งที่เขาได้ทำ ผมคิดว่าเราต้องถอยมาสักก้าว เพื่อเปิดโอกาสให้เราเห็นปัญหาเหล่านั้น” ตันกวนฮอง นักศึกษาวัย 22 ปี กล่าว







