
4ชาติยันไม่หั่นดอก ฝืนกระแสผ่อนคลายทั่วเอเชีย
บลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางของไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
บลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางของไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน ยังคงยืนกรานที่จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้หลายประเทศในเอเชียจะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินไปแล้วก็ตาม เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อต่ำจนเสี่ยงต่อการเกิดเงินฝืด และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย
ก่อนหน้านี้ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ กระโดดเข้าร่วมวงการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินไปแล้ว เช่นเดียวกันกับออสเตรเลียซึ่งส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าอาจจะต้องปรับลดดอกเบี้ย ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ระบุตรงกันว่า เกาหลีใต้จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางของทั้ง 4 ประเทศยังยืนยันที่จะไม่ปรับเปลี่ยนนโยบาย เนื่องจากกังวลว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจกระตุ้นให้ค่าครองชีพ ระดับหนี้ครัวเรือน รวมถึงการแห่เข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นของนักลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว แม้ ธปท.จะปรับลดการคาดการณ์การส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเดือน ธ.ค.ก็ตาม โดย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุกับบลูมเบิร์กว่า การใช้นโยบายการคลังจะมีประสิทธิภาพมากกว่าสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“เราต้องระมัดระวัง หากเราตัดอัตราดอกเบี้ยแล้วมันเป็นการนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น นั่นก็หมายถึงสถานการณ์ที่มีแต่แพ้กับแพ้” ประสาร กล่าวเมื่อเดือน ก.พ.
ขณะเดียวกัน มาเลเซียที่กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจและค่าเงินริงกิตอ่อนค่า เนื่องจากน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศดิ่งตัวลงถึงครึ่งหนึ่งตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ส่งผลให้เกิดแรงกดดันให้ธนาคารกลางมาเลเซีย (บีเอ็นเอ็ม) ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่า บีเอ็นเอ็มยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.25% ไว้ตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
เดวิด แมนน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในสิงคโปร์ กล่าวว่า การชะลอตัวของมาเลเซียยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวลจนต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้น เนื่องจากเพิ่งเข้าสู่ช่วงขาลงเท่านั้น หลังจากอยู่ในช่วงขาขึ้นมานาน
ในด้านของ อแมนโด เททังโก ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (บีเอสพี) ยืนยันที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4% และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นนี้เกือบตลอดปี 2015 แม้จะปรับลดการคาดการณ์เงินไปแล้วก็ตาม
ส่วนธนาคารกลางไต้หวัน (ซีบีซี) นั้นไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเลยตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2011 หลังจากปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.875 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนระบุว่า ซีบีซีอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำ เนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากการส่งออก แต่การขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้สกุลเงินของไต้หวันแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ด้าน ทามารา เฮนเดอร์สัน แสดงความเห็นว่า ทั้งที่ประเทศมีทิศทางการดำเนินนโยบายที่ต่างจากชาติอื่นๆ ในเอเชีย และน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไป
ทั้งนี้ แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมีขึ้นหลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศที่จะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง กลายเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางเอเชียผ่อนคลายนโนบายทางการเงินตาม เพื่อแทรกแซงให้สกุลเงินของแต่ล่ะประเทศอ่อนค่าและสกัดเงินทุนไหลเข้า







