
ยูเครนหยุดยิงไร้ผลซัดกันเละ
สองฝ่ายใช้อาวุธหนักหลังหยุดยิงมีผลแค่ 50 นาที ต่างกล่าวหาอีกฝ่ายเริ่มก่อน
สองฝ่ายใช้อาวุธหนักหลังหยุดยิงมีผลแค่ 50 นาที ต่างกล่าวหาอีกฝ่ายเริ่มก่อน
การปะทะในเมืองโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครนเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้การเจรจาระหว่างยูเครน รัสเซีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี จะบรรลุข้อตกลงให้ทุกฝ่ายหยุดการสู้รบได้สำเร็จและมีผลในวันที่ 15 ก.พ.ส่งผลให้ทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายกบฏออกมากล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มฝ่าฝืนข้อตกลงดังกล่าวก่อน
วาเลนติน นาไลไวเชนโก หัวหน้าหน่วยความมั่นคงยูเครน ระบุว่า การฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิงมีขึ้นหลังข้อตกลงมีผลเพียง 50 นาทีเท่านั้น โดยกระสุนปืนใหญ่มาจากหน่วยคอสแซคที่มีพลเมืองรัสเซียเข้าร่วม
กองทัพยูเครน ระบุว่า ทหารภาคพื้นถูกโจมตีอย่างน้อย 10 ครั้ง หลังข้อตกลงหยุดยิงมีผล แต่ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นยูเครน ไม่มีรายงานการปะทะอีก
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายแบ่งแยกดินแดนก็โทษว่าฝ่ายยูเครนเป็นผู้เริ่มฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิงก่อน โดย เอดราด บาซูริน เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายความมั่นคงของกลุ่มกบฏ ให้สัมภาษณกับสำนักข่าวโดเนตสก์ นิวส์ เอเยนซี กระบอกเสียงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนว่า ทหารรักษาการณ์ของยูเครนในเมืองเดบัลต์ซีฟ ส่วนหนึ่งของโดเนตสก์ ยิงปืนใหญ่ใส่ที่ตั้งของกลุ่มกบฏ
นอกจากนี้ ก่อนข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลเพียง 1 ชั่วโมง กองทัพยูเครนปะทะกับกลุ่มกบฏอย่างรุนแรงที่เดบัลต์ซีฟ ส่วนหนึ่งของเมืองโดเนตสก์ โดยเป็นความพยายามเข้าควบคุมทางหลวง เพื่อใช้เป็นทางเชื่อมต่อกับทหารทัพหลังของยูเครน
ขณะเดียวกัน ทางยูเครนได้รับรายงานว่า กองกำลังกบฏพยายามยึดหมู่บ้านรอบเมืองเดบัลต์ซีฟ จุดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลยูเครน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปีโตร โปโรเชนโก แห่งยูเครน เปิดเผยภายหลังจากข้อตกลงมีผลในเที่ยงคืนของวันที่ 15 ก.พ. ว่า ได้สั่งการให้กองทัพของยูเครนในฝั่งตะวันออกของประเทศหยุดยิงชั่วคราว เช่นเดียวกับ ซาค ฮาร์เชนโก หัวหน้าของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ได้สั่งให้กองทัพถอนกำลังทหารออกจากแนวหน้าเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงภายหลังการเจรจาที่กรุงมินสก์ ประเทศเบลารุส ระบุว่า ให้ทุกฝ่ายถอนอาวุธหนักออกจากแนวหน้าในระยะทาง 50-140 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามข้อตกลงไม่ได้ระบุถึงการถอนกองกำลังภาคพื้นออกจากแนวหน้าแต่อย่างใด







