
จีนโมเดล ไอเอ็มเอฟชี้เอเซียต้องปรับรูปแบบเศรษฐกิจ
โพสต์ทูเดย์
— ไอเอ็มเอฟแนะจีนเป็นตัวอย่างในการพยายามเปลี่ยนแปลงโมเดลทางเศรษฐกิจ ย้ำเอเชียต้องปรับรูปแบบลดพึ่งพาการส่งออก เชื่อเอเชียโตเทียบสหรัฐและยุโรปสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า จูหมิน กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า เอเชียจำเป็นต้องคิดทบทวนถึงโมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนเอง
อดีตที่ปรึกษาพิเศษของไอเอ็มเอฟรายนี้กล่าวเพิ่มเติมในระหว่างการสัมภาษณ์กับทางนิตยสารไฟแนนซ์แอนด์ดีเวลอปเมนต์ของไอเอ็มเอฟว่า ณ เวลานี้เอเชียยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาการส่งออก แต่อันที่จริงแล้วภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องเดินหน้าเศรษฐกิจด้วยรูปแบบของการผลักดันให้เกิดการบริโภคภายในภูมิภาค เพื่อที่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจะเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืนมากขึ้นจากเดิมมาก
ปัจจุบันตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียราว 40% ขึ้นอยู่กับภาคการส่งออก แต่วิกฤตของบรรดาประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรป เป็นเหตุให้ความต้องการของตลาดลดลง ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักที่เอเชียจำต้องพัฒนาตลาดภายในของตนเอง
จูหมิน ผู้เคยครองตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ยืนยันชัดเจนว่า มีความจำเป็นที่เอเชียต้องเปลี่ยนรูปแบบโมเดลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากยังมีหลายปัจจัยที่ท้าทายสำหรับประเทศต่างๆ ในเอเชียจะต้องเผชิญ
ทั้งนี้ ได้มีการกล่าวถึงประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่กำลังพยายามต่อสู้กับความท้าทายในหลายๆ ประการ เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศตนเองหลุดพ้นจากการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และมุ่งไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของจีน ที่ต้องการสร้างสมดุลใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ จูหมิน ยังกล่าวด้วยว่า ความท้าทายในเรื่องอื่นๆ ที่เอเชียต้องเผชิญกำลังทำให้เกิดการปฏิรูปภาคการเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลก
“
วิกฤตเป็นสิ่งที่บอกเราว่า ความแข็งแกร่งของภาคการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่เอเชียยังคงไม่มีนั้น มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการบริหารเศรษฐกิจมหภาค”ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ยกตัวอย่างว่า เอเชียยังคงไม่มีตลาดพันธบัตร ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อภาคการเงินในระยะยาว โดยเอเชียได้เดินหน้าเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ
จูหมิน ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกลางจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ให้กู้เงินรายใหญ่บิ๊กโฟร์ กล่าวด้วยว่า วิกฤตการเงินโลกแสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีการจัดการที่ดี บริษัทภาคการเงินต้องมีความโปร่งใสและมีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของเป้าหมายในระยะยาว มากกว่าที่จะมุ่งเป้าในระยะสั้น และจุดหมายเพื่อกอบโกยหรือแสวงหาผลกำไร
การแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ จูหมินยังแสดงออกอย่างมั่นใจอย่างยิ่งว่า ศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะย้ายจากฝั่งตะวันตกมาอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย
“
ผมเชื่อมั่นว่ารูปแบบที่ว่านี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกโดยรวมทั้งหมด” จูหมิน กล่าวในขณะเดียวกัน ยังมีรายงานของไอเอ็มเอฟซึ่งระบุว่า ภายในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า เอเชียซึ่งรวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 50% ทำให้ขนาดเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียจะมีความยิ่งใหญ่เท่าๆ กับของสหรัฐและยุโรป
อรรณพ ซิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการความคืบหน้าในเอเชียแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้ระดับการผลิตของประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศยังคงอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ในทางกลับกันเอเชียกำลังมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังระบุด้วยว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้าอัตราตัวเลขจีดีพีของเอเชียจะสูงเกินกว่าระดับของประเทศในกลุ่ม จี7 อีกด้วย
ซิงห์ กล่าวว่า ด้วยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้เอง ที่จะส่งผลให้ประเทศต่างๆ ในเอเชียมีอิทธิพลต่อรัฐบาลนานาชาติเพิ่มมากขึ้น
ในปัจจุบันเอเชียมีน้ำหนักในการออกเสียงในไอเอ็มเอฟอยู่ที่ 20% แต่อัตราส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นถ้าเอเชียสามารถเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้สำเร็จ







