จักรกลอัจฉริยะ มิตรแท้หรือภัยคุกคามมนุษย์
“หุ่นยนต์แต่งเพลงซิมโฟนีได้ไหม เปลี่ยนผืนผ้าใบให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกได้รึเปล่า” วิล สมิธ ซึ่งรับบท เดล สปูนเนอร์
โดย...ปาจรีย์ ขุนภาษี
“หุ่นยนต์แต่งเพลงซิมโฟนีได้ไหม เปลี่ยนผืนผ้าใบให้กลายเป็นผลงานชิ้นเอกได้รึเปล่า” วิล สมิธ ซึ่งรับบท เดล สปูนเนอร์ นักสืบตำรวจจากภาพยนตร์ “ไอ โรบอท พิฆาตแผนจักรกลเขมือบโลก” ตั้งคำถามที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของเครื่องจักร หรือสมองกล ที่ต่อให้พัฒนาไปเพียงใดก็ยังไม่อาจทดแทนมนุษย์
กระนั้น ต่อให้คำตอบจะสื่อได้ว่ายังไม่มี แต่ศักยภาพของจักรกลก็เริ่มเขยิบใกล้เคียงระดับที่จะเทียบเท่ามนุษย์เข้าไปทุกที
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ ผลงานหุ่นยนต์ของ ซาอุราบห์ แดทตา วิศวกรพลเรือนแห่งกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่ทดลองสร้าง “ทีชเชอร์” เครื่องมือกลต้นแบบสอนคนที่วาดรูปไม่เป็นให้วาดรูปง่ายๆ ได้ โดยให้อุปกรณ์ตัวนี้จับมือคนวาดซ้ำๆ จนกว่ากล้ามเนื้อมือจะจดจำการเคลื่อนไหวได้ และวาดเป็นเองในที่สุด
มนุษย์กับเครื่องจักร
อย่างไรก็ตาม โชคดีว่าอุปกรณ์ต้นแบบข้างต้นไม่ได้ประดิษฐ์เพื่อใช้งานจริง และเป็นไปเพื่อศึกษาว่าเครื่องจักรกับมนุษย์จะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรในอนาคต
“มนุษย์กับเครื่องจักรจะต่อรองกันอย่างไร เมื่อมีเป้าหมายร่วมกัน แต่มุมมองต่าง” แดทตา ตั้งคำถาม “ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน หรือต่อต้านกันอย่างไร”
ผลก็คือมนุษย์ไม่ชอบถูกเครื่องจักรควบคุมเอาเสียเลย โดยพยายามฝืนมือไว้และขยับเอง ในการทดสอบอีกครั้งหนึ่ง แดทตาจึงให้เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้เรียนรู้การเคลื่อนไหวของผู้ใช้ก่อน ปรากฏว่าได้ผลดีกว่า
แดทตาจะใช้ผลการค้นพบนี้ ออกแบบเครื่องมือจักรกลใหม่ๆ ในอนาคต เนื่องจากตระหนักว่า ปัจจุบันจักรกลตัดสินใจแทนมนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมนุษย์กับเครื่องจักรก็เริ่มยื้ออำนาจซึ่งกันและกัน อย่างที่บางครั้งยากจะตัดสินได้ว่า ใครคุมใครกันแน่
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ หุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในสังคม และทำงานเคียงข้างมนุษย์เพิ่มขึ้น
ทดแทนแรงงานคน
แกรนด์ วิว รีเสิร์ช อิงก์ บริษัทวิจัยการตลาดและให้คำปรึกษาที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ คาดการณ์เอาไว้ว่า ภายในปี 2020 ตลาดหุ่นยนต์เพื่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตจะมีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะในจีน ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ กำลังแข่งขันกันสร้างโรงงาน จนมีการคาดการณ์ว่าจะมีหุ่นยนต์ในโรงงานจีนเพิ่มขึ้นถึง 4.28 แสนตัว หรือกว่า 2 เท่าของปัจจุบัน และมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ภายในปี 2017
นอกจากนี้ แนวโน้มความต้องการใช้หุ่นยนต์ยังมีแววขยายตัวเข้าไปในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมบริการ
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ เฮาส์เทนบอช บริษัทด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมของญี่ปุ่น จะเปิดให้บริการโรงแรมชื่อ “เฮ็นนะ” ในเมืองนางาซากิ โดยจุดเด่นของโรงแรมอยู่ที่มีพนักงานเป็นหุ่นยนต์สาวหน้าตาสะสวยสามารถทำหน้าที่ตั้งแต่ต้อนรับแขก ยกกระเป๋า ไปจนถึงเก็บกวาดทำความสะอาดห้อง มิหนำซ้ำยังพูดได้ถึง 4 ภาษา คือ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และอังกฤษ
ตัวช่วยหรือตัวอันตราย
สำหรับในประเด็นที่หวาดวิตกกันว่าหุ่นยนต์จะเป็นภัยร้าย ลุกขึ้นปฏิวัติมนุษย์อย่างในภาพยนตร์ไซไฟตามแบบฉบับฮอลลีวู้ดหรือไม่นั้น ดร.คริสโตเฟอร์ เบเนค บาทหลวงชาวสหรัฐแห่งโบสถ์นิกายเพรสไบทีเรียนแห่งหนึ่งในฟลอริดา แสดงความเห็นว่า สังคมไม่ควรจะสันนิษฐานไปก่อนว่าปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะเลวร้ายกว่ามนุษย์ หรือว่าจะจงใจปฏิบัติกับมนุษย์ไม่ดี และถ้าเอไอเฉลียวฉลาดกว่ามนุษย์จริง เช่นนั้นสิ่งประดิษฐ์นี้ก็ควรจะมีความเข้าใจเรื่องศีลธรรมและจริยธรรมดียิ่งกว่ามนุษย์
“บางทีเอไออาจจะสามารถขจัดปัญหาใหญ่ๆ ที่มนุษย์ไม่อาจแก้ไขได้ อย่างปัญหาความยากจน สงคราม ความอดอยาก หรือโรคภัยไข้เจ็บ” เบเนค กล่าว พร้อมระบุว่า เอไออาจชะล้างจิตใจมนุษย์ให้บริสุทธิ์ขึ้นอีกระดับด้วย
ทั้งนี้ หากว่าในอนาคตหุ่นยนต์จะมีชีวิตขึ้นจริง ก็ต้องนับว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของมนุษยชาติที่ปั้นสิ่งไร้ชีวิตให้มีวิญญาณได้จนเป็นผลสำเร็จ
ส่วนที่ว่าจะเป็นมิตรแท้ผู้ภักดีหรือศัตรูผู้คุกคาม ก็มีแต่มนุษย์ซึ่งเป็นผู้สร้างจักรกลเหล่านี้ขึ้นมาเท่านั้นที่จะหาคำตอบได้


