
เอเชียกุมขมับ น้ำมันแกว่งเดินนโยบายยาก
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อีกระลอกวานนี้ หลังเพิ่งจะฟื้นตัวติดต่อกันเมื่อช่วง 4 วันก่อนหน้านี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดต่ำกว่าระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อีกระลอกวานนี้ หลังเพิ่งจะฟื้นตัวติดต่อกันเมื่อช่วง 4 วันก่อนหน้านี้ เหตุปัจจัยลบจากปริมาณน้ำมันสำรองในคลังของสหรัฐสัปดาห์ที่แล้วยังคงขยายปริมาณเพิ่มขึ้น สร้างความวิตกต่อปริมาณน้ำมันล้นตลาด ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี กระทบต่อรัฐบาลหลายชาติเอเชียในการกำหนดนโยบายรับมือ
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ดัชนีซีบีโออีซึ่งใช้วัดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกแตะที่ระดับ 62.73 จุด เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นระดับความผันผวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2009 สะท้อนให้เห็นว่าราคาน้ำมันขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรงจนสร้างความวิตกต่อนักลงทุนในตลาด
ชารอน เฉิน ผู้สื่อข่าวสายพลังงานของบลูมเบิร์ก รวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านราคาน้ำมัน ซึ่งระบุตรงกันว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันข้างต้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรัฐบาลในเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะเป็นผู้นำเข้าและผู้บริโภคน้ำมัน เนื่องจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันล่วงหน้าให้ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด คือกุญแจสำคัญต่อการกำหนดนโยบายตั้งแต่การใช้จ่ายของรัฐไปจนถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ย
สภาวะผันผวนรุนแรงของราคาน้ำมันทำให้การคาดการณ์ราคาน้ำมันของรัฐบาลเอเชียค่อนข้างหลากหลาย โดยมีราคาต่ำสุดตั้งแต่ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ของสิงคโปร์ ไปจนถึงราคาสูงสุดที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ของฟิลิปปินส์ และยังคงมีการปรับเพิ่มลดการคาดการณ์อย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์
ซงเซิงวุน นักเศรษฐศาสตร์จากซีไอเอ็มบี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนักวิเคราะห์หลายสำนัก ที่ทำได้แต่คาดเดาแบบไร้ข้อมูลอ้างอิง กระนั้นในสายตาของผู้เชี่ยวชาญความพยายามในการคาดการณ์ราคาน้ำมันของรัฐบาลเอเชีย ก็สะท้อนให้เห็นระดับความทนทานต่อผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีต่องบประมาณและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ด้วย
ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงยังเปรียบเสมือนดาบสองคมสำหรับเอเชีย อย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย ที่แม้ราคาจะลดลงและช่วยเพิ่มดุลการค้าและเปิดโอกาสลดการอุดหนุนพลังงาน ทว่าก็จุดชนวนความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดเช่นเดียวกัน หากราคาน้ำมันดีดตัวกลับขึ้นมา รัฐบาลในเอเชียก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อและการขาดดุลอยู่ดี
ทั้งนี้ ความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันในครั้งนี้ เป็นผลมาจากปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จนส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันสำรองในคลังของประเทศ โดยข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ(อีไอเอ) ระบุชัดว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปริมาณน้ำมันดิบสำรองสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 6.33 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 413.1 ล้านบาร์เรล ถือเป็นตัวเลขที่มากเกือบ 2 เท่า จากที่นักวิเคราะห์ประเมินกันไว้ก่อนหน้า
ไบจัน นัมดาร์ ซานกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน คาดว่าซัพพลายของน้ำมันจะมากเกินกว่าความต่อการบริโภคของตลาดโลกถึง 2 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015 ขณะที่ยูเรเชีย กรุ๊ป ประเมินว่า ภาวะปกติของราคาน้ำมันจะกลับมาในอีก 2-3 ปีข้างหน้าในระดับราคาที่ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับราคาน้ำมันในตลาดเมื่อวันที่ 5 ก.พ. น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสงวดส่งมอบเดือน มี.ค. ในกระดานอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดนิวยอร์กลดลง 1.09 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 47.36 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล







