
จับตาเศรษฐกิจโลกปี'58
ปัจจัยสำคัญของศก.โลกในปีนี้ต้องจับตา ยุโรป ราคาน้ำมันและทองคำ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลและหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐ เสนอรายงานพิเศษประมวลความเห็นนักวิเคราะห์ต่อปัจจัยทรงอิทธิพลที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2015 พร้อมเตือนรัฐบาลและนักลงทุนให้หาทางรับมืออย่างระมัดระวัง
สำหรับปัจจัยสำคัญแรกสุดก็คือความเคลื่อนไหวในยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ใช้สกุลเงินยูโร (ยูโรโซน)ซึ่งข้อมูลทางสถิติของสำนักงานสถิติยุโรปชี้ชัดแล้วว่าการขยายตัวของยุโรปเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ขณะที่สถานการณ์หนี้สาธารณะก็กำลังกลายเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพภูมิภาคอีกครั้ง หลังสกุลเงินยูโรอ่อนค่าลงทำสถิติใหม่เพียงไม่กี่วันหลังเริ่มต้นปีใหม่ จนหลายฝ่ายวิตกว่าบางชาติสมาชิกอาจเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหนี้อีกระลอก โดยยังไม่นับรวมปัจจัยเสริมทางการเมืองที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจประเทศ
ขณะเดียวกันภาวะอัตราเงินเฟ้อต่ำที่เป็นแรงกดดันให้ยูโรโซนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงจนทำให้ มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกโรงส่งสัญญาณใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งใหญ่ ทำให้ความเคลื่อนไหวในยุโรปเป็นประเด็นที่น่าติดตาม เพราะนโยบายทางการเงินของยุโรปน่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการไหลเวียนของเงินทุนทั้งในสหรัฐและในเอเชีย
ปัจจัยสำคัญประการต่อมาก็คือราคาน้ำมันและทองคำปีนี้ที่อาจผันผวนหนัก โดยผู้เชี่ยวชาญราคาน้ำมันคาดการณ์ว่าปี 2015 อาจเป็นปีหายนะของราคาน้ำมัน เพราะเพียงหนึ่งวันหลังปีใหม่ราคาน้ำมันโลกทำสถิติแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี แถมยังมีแววว่าจะปรับลงต่อเนื่อง หลังปริมาณน้ำมันสำรองในคลังของหลายประเทศ เช่น สหรัฐ อยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่อย่างรัสเซียและอิรัก ยังมากเกินความต้องการบริโภคในตลาดและไม่มีวี่แววจะตัดลดกำลังการผลิต
อย่างไรก็ตาม อีริค ลาสเซลล์ส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ อาร์บีซี โกลบอล แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ ในสหรัฐเชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันน่าจะกลับสู่ระดับปกติภายในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เพราะบรรดาผู้ผลิตหลักน่าจะหาทางยุติปัญหา ซึ่งรวมถึงการลดกำลังการผลิต เพื่อป้องกันการขาดทุน
สำหรับราคาทองคำ นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าจะผันผวนหนักจาก 2 ปัจจัยหลักคือ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กับภาวะเงินเฟ้อโลก โดย จูเลียน เจสซอพ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลก จากโกลบอล อิีโคโนมิกส์ ระบุว่าแนวโน้มที่ธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโบายทางการเงินมากขึ้นและการที่ราคาน้ำมันต่ำทำให้เงินเฟ้อโตต่ำ จะผลักดันให้นักลงทุนเดินหน้าเข้าหาทองคำเพื่อเป็นตัวปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ของตน
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและทองคำยังมีผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก โดยราคาน้ำมันที่ต่ำลงเรื่อยๆ จะทำให้เงินเฟ้อโตต่ำ ซึ่งสวนทางกับความต้องการของรัฐบาลหลายประเทศที่อยากให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับพอเหมาะเพื่อกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่าย โดยต้องน่าจับตามองว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะใช้นโยบายใดเพื่อเลี่ยงภาวะเงินฝืด
สำหรับปัจจัยสุดท้ายคือท่าทีของเฟดที่จะส่งผลต่อการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด จนทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งการเติบโตอย่างช้าๆ ของสหรัฐเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนแล้วว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามกรอบเวลาที่คาดกันว่าน่าจะอยู่ช่วงประมาณกลางปีนี้
กระนั้น แม้ว่าการที่เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจะส่งผลดีต่อการโตของสหรัฐ แต่ต้องไม่ลืมว่าเงินเหรียญสหรัฐ มีสถานะเป็นเงินพื้นฐานหลักในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจึงไม่เป็นผลดี และทำให้ผลกระทบดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้
ขณะเดียวกันต่อให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่นักวิเคราะห์คาดอีกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรที่จะยังคงต่ำต่อไป เพราะจะเอื้อต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐและกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน
ทั้งนี้ ปัจจัยต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกข้างต้นยังไม่รวม สถานการณ์เศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่น โดยกรณีของจีนคือการรักษาระดับการขยายตัวควบคู่กับการจัดการปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่นและกระตุ้นความต้องการบริโภคของคนในประเทศ ขณะที่ญี่ปุ่นคือการจับตาดูนโยบายอาเบะโนมิกส์ระลอกสองของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ หลังเสียกระบวนจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อช่วงต้นปี 2014 จนทำให้จีดีพีญี่ปุ่นหดตัวลงถึง 2 ไตรมาส
1.อภิมหาโครงการลงทุนภาครัฐปี58







