
Chugoku 2
เครื่องบินของสายการบินไทยนำคณะของเรามาลงที่สนามบินฟูกุโอกะอย่างนุ่มนวลสมกับสโลแกน Smooth as Silk
เครื่องบินของสายการบินไทยนำคณะของเรามาลงที่สนามบินฟูกุโอกะอย่างนุ่มนวลสมกับสโลแกน Smooth as Silk การเดินทางจากประเทศไทยตรงไปยังภูมิภาค Chugoku ยังคงต้องพึ่งพาสนามบินนอกภูมิภาคอย่าง Fukuoka หรือ Kansai ครับ เพราะใกล้ที่สุดแล้ว จากสนามบินเราเดินทางสู่จังหวัด Yamaguchi โดยรถบัส จังหวัดยามะกูจิเป็นจังหวัดสุดท้ายปลายเกาะฮอนชูทางด้านใต้ มีเมือง Shimonoseki เป็นหน้าด่าน ใครจะข้ามจากเกาะคิวชูมาเกาะฮอนชู ไม่ว่าจะรถ รถไฟ ล้วนแล้วแต่ต้องข้ามช่องแคบ Kanmon มาที่เมืองชิโมโนะเซกิแทบทั้งสิ้น เสียดายว่ารอบนี้ไม่มีโอกาสแวะเที่ยวที่เมืองนี้เลยอดชิมปลาปักเป้าของดีแห่งเมืองชิโมโนะเซกิ เพราะที่นี่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาปักเป้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างสมรภูมิ Dan no ura ในช่วงสงครามระหว่างตระกูล Heike และ Genji ที่ว่ากันว่าเป็นยุทธการที่พลิกโฉมการทำสงครามรูปแบบใหม่ของยุคนั้นกันเลยทีเดียว จะไม่ให้พลิกโฉมได้อย่างไรละครับ ก็คนที่วางแผนการรบครั้งนี้คือ Minamoto no Yoshitsune อัจฉริยะด้านการรบคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และตระกูลมินาโมโตะนี่แหละครับที่ให้กำเนิดรัฐบาลทหาร (Bakufu) หรือระบอบโชกุนขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยแยกอำนาจการปกครองออกจากราชสำนัก และมาตั้งที่ทำการรัฐบาลอยู่ที่เมืองคามาคุระ และโชกุนตระกูลต่อๆ มาก็ยังใช้ระบอบนี้จนถึงปลายสมัยเอโดะจึงล่มสลายไปในยุคของตระกูล Tokugawa
คณะของเรานั่งรถบัสประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงเมืองมิเนะ (Mine) เราแวะเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ อันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า Itsukushima ชื่อเดียวกันกับบนเกาะมิยาจิมะที่เมืองฮิโรชิมานั่นแหละครับ แต่ต่างกันตรงที่นี่เป็นศาลเจ้าเล็กๆ แต่มีผู้คนแวะเวียนมากันไม่น้อย เพราะมีบ่อน้ำใสแจ๋วขนาดย่อมๆ ชื่อ Beppu Benten เป็นแหล่งดึงดูด วันที่เราไปพอดีตรงกับวันอาทิตย์ จึงมีนักท่องเที่ยวมากันไม่น้อย บ้างก็มานั่งทานอาหาร บ้างก็มาเดินเล่น ถึงแม้จะเป็นวันที่อากาศร้อนเอาเรื่อง แต่บริเวณศาลเจ้าและรอบๆ บ่อกลับเย็นสบายผิดจากตอนที่เดินเข้ามา แถวๆ นั้นมีทั้งแผงลอยและร้านอาหาร ใครจะซื้อมานั่งทานริมบ่อน้ำ เขาก็จัดที่ทางไว้ให้ หรือจะขยับเข้าไปนั่งสั่งทานในร้านก็เป็นสัดส่วนดี เราเดินเล่นกันซักพักก็ออกเดินทางต่อไปยังที่ตั้งของถ้ำอะคิโยชิ โดยแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน Yasutomiya มื้อแรกของทริปนี้เป็นอาหารท้องถิ่นกลิ่นแปลกๆ สอบถามจากคุณไกด์ได้ความว่า อาหารขึ้นชื่อของแถบนี้คือ Gobomen เส้นอุด้งที่มีส่วนผสมจากรากไม้ (Gobo) ซึ่งอยู่ในหม้อไฟตรงหน้าเรานี่เอง กลิ่นคล้ายๆ กับน้ำต้มโสม ไม่ค่อยชวนรับประทานเท่าไหร่ แต่พอซดน้ำซุปพร้อมสูดเส้นอุด้งเข้าไป เอ๊ะ! รสแปลกๆ แต่อร่อยแฮะ รสชาติของน้ำซุปเหมือนน้ำโสม แต่แฝงด้วยรสเค็มนิดๆ กลมกล่อมใช้ได้ เส้นอุด้งเหนียวหนึบมีรสของโกโบแฝงอยู่ ท็อปปิ้งด้วยเนื้อสไลซ์บางนุ่ม รวมๆ แล้วหม้อนี้อร่อยพอตัว ข้างๆ หม้อมีจานของทอดวางอยู่ดูเผินๆ นึกว่าหนังปลาทอด ที่แท้เป็นรากไม้โกโบฝานบางๆ ทอดกรอบ อร่อยกว่าที่คิดครับ หยิบทานเพลินๆ แป๊บเดียวเกือบหมดจานเลย ถามคุณไกด์ว่าอาหารจานนี้เรียกว่าอะไร เขาตั้งชื่อว่า Gobo Chip เข้าใจง่ายดีครับ ข้างๆ หม้อยังมีกล่องอาหารที่มีทั้งกุ้งต้ม ไข่ม้วน และผักดองให้ทานคู่กับอุด้ง และถ้าไม่อิ่มก็ยังมี Inarizushi (เต้าหู้ห่อข้าว) ให้อีก 2 ชิ้น รับรองว่าถ้าทานหมดอิ่มแน่นอน ทานเสร็จเดินลงมาชั้นล่างเป็นร้านขายของที่ระลึก เห็นมีอุด้งสำเร็จรูปวางขายอยู่ เดินเข้าไปดูถึงรู้ว่าดังไม่น้อย เพราะเขาเปิดเทปรายการทีวียามเช้าจากช่อง TBS ที่มีการจัดอันดับอุด้งทั่วญี่ปุ่นในปี 2010 Gobomen หรือ Gobo Udon อยู่ในลำดับที่ 4 ถ้าแบบนี้ไม่อร่อยก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ เพราะในประเทศญี่ปุ่นมีอุด้งนับร้อยชนิด ติดอันดับ 4 นี่ถือว่าไม่ขี้เหร่เลย
ทานอาหารเที่ยงเสริมพละกำลังกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาบุกเข้าถ้ำอะคิโยชิ (Akiyoshi-do) สถานที่เที่ยวชื่อดังอันดับต้นๆ ของจังหวัด Yamaguchi จากร้านอาหารเดินผ่านร้านค้าไปอีกเพียง 300-400 เมตร ก็ถึงช่องทางเข้าสู่เขตถ้ำ คุณไกด์บอกให้เราเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย เพราะต้องเดินกันร่วมชั่วโมง จากนั้นก็นำเราเข้าไปด้านใน ถ้ำแห่งนี้สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะเคยเสด็จฯ มาและทรงพระราชทานนาม Akiyoshi-do ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926 เป็นถ้ำที่มีความกว้างและยาวเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ตามตำราบอกไว้ว่ายาวเกือบ 10 กิโลเมตร แต่เปิดเป็นเส้นทางให้เดินเที่ยวเพียงแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ภายในถ้ำหินปูนแห่งนี้วิจิตรบรรจงไปด้วยฝีมือของธรรมชาติล้วนๆ รูปร่างของแอ่งต่างๆ รวมทั้งเสาหินที่เกิดจากการหยดของน้ำและค่อยๆ ก่อตัวทีละนิดจนเป็นแท่งแล้วสะสมเป็นรูปร่างอย่างที่เห็นทุกวันนี้ต้องใช้เวลาถึง 3 แสนปี และยังคงก่อตัวได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ธารน้ำใต้ดินยังไม่เหือดแห้งไป มีการสร้างทางเดินเที่ยวชมพร้อมประดับแสงไฟตามตำแหน่งสำคัญๆ เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนบวกกับจินตนาการแล้วให้ชื่อไว้ เช่น Hundred Saucers, Mt. Fuji, Pumpkin Rock, Large Mushroom, Hanging Umbrellas, King Pillar, Golden Pillar, Rain Palace เป็นต้น แต่ละชื่อที่เขาตั้งมันช่างสมจริงสมจังมาก โดยเฉพาะภูเขาไฟฟูจินี่เหมือนจริงทั้งรูปทรงและสัดส่วน ฟักทองกับเห็ดก็เหมือนมาก ดูปุ๊บรู้ปั๊บเลย แต่ที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ คือ เสาหินแท่งไม่ใหญ่ประมาณเพิ่งก่อตัวไม่นาน และยังมองเห็นร่องรอยของหยดน้ำที่หยดติ๋งๆ ลงมาเชื่อมกับแท่งด้านล่างซึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นไปบรรจบกับแท่งด้านบน ธรรมชาติสวยเสมอครับ แต่ต้องให้เวลาและอย่าไปยุ่มย่ามอะไร ที่สำคัญห้ามไปจับต้องเด็ดขาด เพราะตามมือหรือนิ้วของเรามีไขมัน อาจจะทำให้เกิดการอุดตันของหยดน้ำได้
เดินมาจนถึงปลายสุดของถ้ำจะเป็นอุโมงค์ 3 ร้อยล้านปี ที่เขียนภาพการกำเนิดของโลกตั้งแต่เริ่มต้นจนปัจจุบันเป็นช่องๆ ไว้ให้เดินดูได้ความรู้ดี ออกจากถ้ำมาก็เจอลานจอดรถบัสคันเดิมมารอเราอยู่แล้ว และพร้อมจะพาเราไปยังสถานที่ต่อไป ส่วนจะเป็นที่ไหนโปรดติดตามอ่านต่อได้ในฉบับหน้าครับ







