
อิหร่านเซอร์ไพรส์โผล่จีน
ผู้นำอิหร่านโผล่ในงานเซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป หลังจีนสหายรักทำช้ำ โหวตหนุนมาตรการลงโทษโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
เอเอฟพี รายงานว่า ประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดินจัด ของอิหร่าน เดินทางไปถึงเซี่ยงไฮ้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 มิ.ย. และในช่วงวันศุกร์ก็เข้าร่วมชมงานเซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป โดยแวะเข้าชมพาวิเลียนของจีน ก่อนที่จะเข้าร่วมในงานฉลองวันชาติที่จัดขึ้นในพาวิเลียนของอิหร่าน
อาห์มาดินจัด เลือกเดินทางมาร่วมงานดังกล่าวที่เซี่ยงไฮ้ แทนที่การเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำด้านความมั่นคงของภูมิภาคที่จัดขึ้นที่ประเทศอุซเบกิสถาน ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีผู้นำจีนและรัสเซียเข้าร่วมในงานด้วย
ด้านสถานทูตอิหร่านยืนยันว่าการเดินทางมายังเซี่ยงไฮ้ในครั้งนี้ไม่ได้มีหมายกำหนดการหรือภารกิจพิเศษแต่อย่างไร
ทั้งนี้ จีนผู้เป็นพันธมิตรและเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของอิหร่านที่พยายามยื้อเวลาคัดค้านมาตรการการลงโทษอิหร่านมายาวนาน แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จีนก็ต้องยอมทำลายความสัมพันธ์ที่มีต่ออิหร่านด้วยการโหวตเห็นมาตรการลงโทษดังกล่าว
แต่โฆษกของกระทรวงต่างประเทศของจีนก็ยังปล่อยคำหวานด้วยการกล่าวว่า จีนมีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน และรู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ความสงบสุข ความมั่นคง การพัฒนาในภูมิภาค
หลังจากจีนโหวตหนุนมาตรการดังกล่าว อิหร่านก็ออกมาตัดพ้อจีนทันทีว่า จีนกำลังตกจากตำแหน่งที่เป็นที่นับถือของโลกอิสลาม พร้อมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาลปักกิ่งปฏิบัติสองมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม ผู้นำอิหร่านได้เปิดแถลงข่าว และแย้งมาตรการลงโทษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ผ่านมาว่าเป็นเพียง
“กระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งไร้ค่า”อาห์มาดินจัด กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังโจมตีรัฐบาลวอชิงตัน รวมถึงประธานาธิบดี บารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ว่า เป็นผู้ที่เสแสร้ง และมักจะมียุทธวิธีในการคุกคามข่มขู่ประเทศอื่นๆ ไม่ต่างจากที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยเป็นมาก่อน
ด้าน ซูเฟิง ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงนานาชาติของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ระบุว่า การเดินทางเยือนจีนของผู้นำอิหร่านในช่วงเวลาตึงเครียดเช่นนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังจัดการกับเรื่องนี้ได้ด้วยวิธีที่มีดุลยภาพ
สำหรับหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส กล่าวแสดงความเห็นกับเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งจะไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่งอย่างง่ายๆ เพียงเพราะความกดดัน
“
จีนตกลงให้มีมาตรการลงโทษครั้งใหม่ ไม่ได้หมายความว่าจีนจะอยู่เคียงข้างสหรัฐในมาตรการที่รุนแรงขึ้น” หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทมส์ แสดงความคิดเห็น






