
เศรษฐีหน้าใหม่ ดันโลจิสติกส์เฟื่องฟู
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาค ธุรกิจโลจิสติกส์จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญของภูมิภาค ธุรกิจโลจิสติกส์จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ภูมิภาคอาเซียนมีการค้าขายคึกคัก ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทผู้ให้บริการด้านการขนส่งสินค้าขยายตัวจนกลายเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าของโลก
ลอยป๊อกเยน นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจการขนส่งสินค้า เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และได้เริ่มต้นทำงานกับบริษัท ซีแอนด์พี โฮลดิ้ง บริษัทด้านการขนส่ง ในปี 2538 โดยเขามีโอกาสได้เข้าทำงานในหลากหลายหน้าที่ ตั้งแต่ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายการเงิน และทำงานด้านการบริหาร ซึ่งทำให้เขาได้รับประสบการณ์การทำงานที่สำคัญในด้านการจัดการท่าเรือ
ในปีเดียวกันนี้ เขาได้ถูกส่งไปประจำอยู่ที่ประเทศพม่า ทำให้เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างการบริหารจัดการท่าเรือติละวา ท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของพม่า จนถึงปี 2540 เขากลับมาทำงานที่ประเทศสิงคโปร์อีกครั้ง และได้รับผิดชอบในส่วนของการสร้างคลังสินค้าและจัดการธุรกิจโลจิสติกส์
จากนั้นเขาได้เข้าร่วมทำงานกับบริษัท ซีดับเบิ้ลยูที ผู้ให้บริการธุรกิจโลจิสติกส์รายใหญ่ของประเทศสิงคโปร์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการในปี 2548 โดยได้เข้าดูแลงานในส่วนของการพัฒนาองค์กร วางกลยุทธ์ และขยายธุรกิจ ซึ่งเขาได้เข้ามาออกแบบพัฒนาในส่วนของการสร้างคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ให้บริษัท
ภายใต้การบริหารงาน เขาได้ปรับเปลี่ยน ซีดับเบิ้ลยูที กรุ๊ป ให้กลายเป็นบริษัทระดับโลก ด้วยการให้บริการด้านการขนส่งข้ามประเทศกว่า 50 ประเทศ มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556 จากเดิมที่มีรายได้อยู่ที่ 248 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2548 ซึ่งเติบโตมากขึ้นหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันเขายังได้ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สนใจเข้ามาลงทุนกับบริษัทเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในปี 2557 ป๊อกเยน ได้พาบริษัทติดอันดับ 50 บริษัทในเอเชีย ที่มีผลประกอบการที่ดีเยี่ยมเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากบริษัทมีผลงานด้านการเงิน การเป็นผู้นำ การวางกลยุทธ์ การเป็นส่วนร่วมของสังคม และการมีนวัตกรรมที่ดีเยี่ยม
อีกทั้งตัวเขายังได้รับรางวัลในฐานะผู้บริหารแห่งปี ในด้านธุรกิจโลจิสติกส์ ในปี 2556 ด้วยการบริหารองค์กรภายใต้แนวคิดการเป็นส่วนหนึ่งของของระบบการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันบริษัทให้บริการอยู่ใน 49 ประเทศ มีเครือข่ายลูกค้ากว่า 200 ท่าเรือ และ 1,500 จุดหมายบนบก
ล่าสุดยังได้ขยายพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มเติมอีก 2.2 ล้านตารางฟุต ทำให้บริษัทกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่สุด และขึ้นสู่จุดสูงสุดของคลัสเตอร์การให้บริการที่จะช่วยให้สิงคโปร์ขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งอย่างแท้จริง







