
ขึ้นภาษีการค้าพ่นพิษ ญี่ปุ่นอ่วมหนัก
ความเคลื่อนไหวของข่าวต่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้กับเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
ความเคลื่อนไหวของข่าวต่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้กับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ส่งสัญญาณของการหดตัว โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หดตัวต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยไตรมาส 3 หดตัวลง 1.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเศรษฐกิจนั้นหดตัวลงแล้วถึง 7.3% ในไตรมาสก่อนหน้า อันเนื่องมาจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 8%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลให้ทาง อากิระ อะมาริ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่น กล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ทางการแดน ปลาดิบจะออกโรงใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ในขณะเดียวกัน ทางนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหยั่งเสียงประชาชนที่มีต่อนโยบายทางเศรษฐกิจของอาเบะ (อาเบะโนมิกส์) นั่นเอง ซึ่งหากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วพบว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของอาเบะเสียที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาไป อาเบะจะลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่หดตัวลง ยังได้ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีอาเบะ จากแดนปลาดิบตัดสินใจประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 8% เป็น 10% จากเดิมที่มีแผนในเดือน ต.ค. 2015 ออกไปเป็นเดือน เม.ย. 2017 อีกด้วย
จีนหั่นดอกเบี้ย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ
สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดทั่วโลกทันที เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ทางธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 2 ปี โดยลดระดับดอกเบี้ยเงินฝากรายปีลงอีก 0.25% เหลือเพียง 2.75% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.4% ลงไปอยู่ที่ 5.6% ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 22 พ.ย.ทันที ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในภาวะซบเซา และ มีแนวโน้มจะพลาดเป้าการเติบโตเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1999
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ทางคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีน (ซีบีอาร์ซี) ระบุว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในช่วงไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 7.25 หมื่นล้านหยวน แตะระดับ 7.669 แสนล้านหยวน ในไตรมาสก่อนหน้านี้ นับเป็นตัวเลขสูง ที่สุดนับ ตั้งแต่ปี 2005 ทวีความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง เนื่องจากธนาคารจำกัดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น







