
กว่าจะถึงปลายทาง (2)
ความฝันของคนหนุ่มสาวทั่วโลก ทุกยุคสมัยยังคงไม่แตกต่างกัน คือ การโหยหาอิสรภาพที่จะโบยบิน
โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]
ความฝันของคนหนุ่มสาวทั่วโลก ทุกยุคสมัยยังคงไม่แตกต่างกัน คือ การโหยหาอิสรภาพที่จะโบยบินออกไปสู่โลกกว้างเพื่อค้นหาตัวเอง... ในปี 1960-1970 ขณะที่ประเทศเกาหลียังยากจนเนื่องจากผ่านพ้นสงครามมาไม่นาน จึงมีหนุ่มสาวจำนวนน้อยคนที่ได้ทำตามความฝัน หนึ่งในนั้น คือ ธิดาคนรองของตระกูล “ควน” ซึ่งเป็นชนชั้น “ยังบาน” (ขุนนาง) ที่สืบเชื้อสายมานานถึง 2,000 ปี โชคดีที่ท่านมารดาสนับสนุน เนื่องจากตัวท่านจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสตรีที่เก่าแก่ของเกาหลี แต่ไม่ได้มีโอกาสใช้ความสามารถเลย เพราะต้องทำตามขนบธรรมเนียม “ยูเกียวซาซัง” ที่ยึดถือมาหลายชั่วอายุคนที่ว่าหญิงสาวควรจะแต่งงานออกเรือนไปและมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติครอบครัวสามีและลูกๆ...ท่านบิดาจึงตัดสินใจฝ่ากฎตระกูลยอมตามใจธิดาสุดรักส่งเธอไปเรียนต่อปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา...
ที่สหรัฐอเมริกา สาวน้อย “ว่าที่ ดร.ควน ซัง โฮ” ได้พบรัก...ทว่าชายหนุ่มที่เธอรัก แม้จะฉลาดเฉลียวจนได้ทุนไปศึกษาปริญญาเอกทางด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ แต่กลับเป็นผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือ ยากจน มาจากตระกูลทาส (สมัยโชซอน) และสายตาสั้นจนขาดคุณสมบัติเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติที่ชาวเกาหลีทุกคนถือเป็นเกียรติที่ได้ร่วมปกป้องอธิปไตยจากเกาหลีเหนือ ท่านบิดาจึงห้ามเด็ดขาด .. ทว่า คิดไปคิดมา หากลูกสาวไปแต่งกับฝรั่งจะยิ่งแย่ไปใหญ่ ในสมัยนั้นสังคมเกาหลีถือว่าการแต่งงานข้ามชาติโดยเฉพาะกับฝรั่งผมทองเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุด จึงยอมให้หมั้นกันไว้ก่อน หวังว่าจะให้เจ้าหนุ่มเป็นไม้กันสุนัข
หลังจากเรียนจบ ดร. สาวนางเอกของเราก็ต้องการที่จะแต่งงาน ทว่า ขออนุญาตอย่างไรบิดาก็ไม่ใจอ่อน แม้เจ้าหนุ่มจะเป็น ดร.ทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์แล้วก็ตาม ตระกูลควนทำธุรกิจมีฐานะร่ำรวยเห็นว่าหากลูกสาวแต่งกับนักวิชาการต้องลำบากแน่เพราะอย่างไรก็ไม่รวย...หนุ่มสาวเลยตัดสินใจเข้าโบสถ์ในมหาวิทยาลัยวอชิงตัน แต่งงานกันเองโดยไม่มีญาติพี่น้องมาร่วมงานเลย ดร.หนุ่มได้งานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ทั้งคู่จึงไม่กลับเกาหลีเป็นเวลาสิบกว่าปี...
ในที่สุด ทั้งสองคนได้กลับมาเกาหลี ในปี 1985 ดร.ชายได้สอนในมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ผู้บุกเบิกการวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ส่วน ดร.หญิงได้สอนที่มหาวิทยาลัยฮันยาง ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ผู้บุกเบิกทางด้านกระบวนการเรียนรู้ของเด็กด้วยระบบไอที และเป็นผู้บรรยายให้แก่ UNESCO... ทั้งสองท่านได้สร้างองค์ความรู้และลูกศิษย์ที่มีความสามารถมากมาย แม้ว่าจะอยู่ในวัย 70 กว่าปีแล้ว แต่มหาวิทยาลัยยังขอให้ไปทำงานอยู่ทุกวัน
ในวันที่ “เชกา” ได้พบกับ ศ.ควน นางเอกของเรานั้น ได้ฟังท่านเล่าเรื่องราวถึงหนึ่งวันเต็มๆ ท่านก็ยอมรับว่า ที่บิดาพูดไว้มีส่วนจริง คือ พี่น้องหญิงอีกสองคนแต่งงานกับนักธุรกิจมีฐานะร่ำรวยสบายมาก ส่วนครอบครัวท่านมีแต่เงินเดือน ทว่า “ท่านพอเพียงในชีวิต” มีความสุขที่ได้สอนลูกศิษย์ และในบั้นปลายชีวิตเมื่อพ่อตากับลูกเขยได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ท่านพ่อตาก็ยอมรับบุตรเขยคนนี้ว่าเป็นคนดี มีจิตใจดีและทำงานเพื่อความเจริญของชาติ กลายเป็นว่า รักลูกเขยคนนี้มากที่สุด... ในวันที่บิดาของท่านจะสิ้นใจ ในปี 2006 ได้พูดกับมารดาของท่านว่า “ผมขอโทษที่ไม่สามารถฝืนธรรมเนียมของครอบครัวและคุณพ่อคุณแม่ผม ไม่อาจให้คุณออกไปทำงานนอกบ้านได้ หากคุณเกิดช้ากว่านี้สัก 50 ปี คุณคงเป็นหญิงที่ประสบความสำเร็จที่สุด และขอขอบคุณที่ช่วยทำให้ผมตัดสินใจส่งลูกสาวเราไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา”...







