
Luxury Japan 16
ก่อนจะออกจาก Tenku no Mori คุณ Tateo Tajima ได้เชิญพวกเราทานของว่างที่ห้องอาหาร
ก่อนจะออกจาก Tenku no Mori คุณ Tateo Tajima ได้เชิญพวกเราทานของว่างที่ห้องอาหารซึ่งอยู่ติดกับส่วนต้อนรับ ตรงข้างๆ เห็นมีแปลงผักขนาดย่อม ถามดูได้ความว่าอาหารของที่นี่ถ้าเป็นพืชผักจะใช้วัตถุดิบที่ปลูกเองทั้งหมดเพื่อให้ลูกค้าได้ซึมซับกับธรรมชาติ ทั้งกายสัมผัสและรสสัมผัสดูแปลงผักเสร็จก็มาทานของว่างพร้อมกับรับฟังการบรรยายของคุณทาจิมะว่า เขาใช้เวลาถึง 14 ปีในการทุ่มเทให้กับรีสอร์ทแห่งนี้ จากผืนป่าธรรมชาติจนกลายมาเป็น Tenku no Mori (Forest in the Sky) โดยมีพื้นที่ใช้สอยถึง 50 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 10,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 6 ไร่) คุณทาจิมะยังพูดติดตลกว่ารีสอร์ทของเขาถือว่าเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก รองจากนครรัฐวาติกันได้เลย ในรีสอร์ทมีทั้งแปลงผักหลากหลายชนิด ฟาร์มไก่ (Satsumajidori) และไก่ดำรวมกันกว่า 1,000 ตัว และแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติจากเทือกเขา Kirishima ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้อุดมสมบูรณ์และพึ่งพาผลผลิตจากภายนอกเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น และก็เพิ่งทราบว่า Wasure no Sato Gajyoen นั้น ก็เป็นผลผลิตของคุณทาจิมะเช่นกัน
เราเดินทางออกจากรีสอร์ทเพื่อไปยังสถานีรถไฟ Kareigawa สถานีรถไฟแห่งนี้เป็น 1 ในสถานีเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังคงสภาพเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1903 หรือ พ.ศ. 2446 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพอดี อายุอานามของสถานีนี้ปาเข้าไปตั้ง 111 ปี แต่ยังคงรักษาและใช้งานได้ดีจนถึงทุกวันนี้ พวกเราตื่นเต้นกับสถานีกลางป่ากลางเขาแห่งนี้มาก เพราะอาคารก็สวยบรรยากาศโดยรอบก็แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ถ่ายรูปกันแทบจะทุกซอกทุกมุม อันที่จริงบ้านเราก็มีสถานีรถไฟเก่าแก่ที่สวยงามไม่แพ้ญี่ปุ่นอยู่มาก เพียงแต่ขาดการบำรุงรักษา ไม่เช่นนั้นคงสามารถนำมาเป็นจุดขายนักท่องเที่ยวได้อีกเยอะ
วันนี้เราจะขึ้นรถไฟขบวน Hayato no Kaze หนึ่งในรถไฟท่องเที่ยวที่สวยงามและมีชื่อเสียงของเกาะคิวชู เป็นผลงานการออกแบบอีกชิ้นของคุณมิโตะโอกะ (EijiMitooka) ผู้ออกแบบรถไฟ Seven Stars รถไฟ Hayato no Kaze วิ่งจากสถานี Kagoshima Chuo ไปยังสถานี Yoshimatsu รวมระยะเวลาเดินรถร่วม 2 ชั่วโมง ผ่านสถานีเก่าแก่และมีเอกลักษณ์อย่าง Kareigawa และ OsumiYokogawa ผ่านทัศนียภาพที่งดงามของเทือกเขา Kirishima และเลียบเลาะริมทะเลเห็นวิวของภูเขาไฟ Sakurajima ด้วย สักพักรถไฟดีเซลสีดำสนิทก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่ชานชาลา เรามีเวลาแค่ 5 นาทีที่จะถ่ายรูปหัวจักรและขบวนรถ ก่อนที่รถไฟจะออกพวกเรารีบจับจองที่นั่งเพื่อชมทัศนียภาพสองข้างทาง การตกแต่งภายในของรถไฟขบวนนี้เป็นแบบย้อนยุคโดยใช้ไม้เกือบทั้งหมด ให้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นยุคเมจิหรือไทโช มีตู้โดยสารทั้งหมด2ตู้ ตู้แรกมีที่นั่ง 8 แถว ตู้สองมีที่นั่ง 9 แถว ตรงกลางทั้งสองตู้เป็นที่นั่ง Observation space นั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างชมวิวได้อย่างเต็มๆ ตลอด 1 ชั่วโมงที่เรานั่งรถไฟขบวนนี้มีแต่ความตื่นเต้นและตื่นตา ทั้งตัวรถไฟเองและทัศนียภาพสองข้างทางที่เริ่มจากป่าเขาและเปลี่ยนเป็นวิวทะเลในช่วงท้าย และเห็นภูเขาไฟซากุระจิมะตลอด 15 นาทีหลังจนกระทั่งรถเข้าเทียบชานชาลาที่สถานี Kagoshima Chuo
เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวจังหวัด Kagoshima ถือป้ายต้อนรับมารอพวกเราถึงด้านในชานชาลา ลงรถไฟปุ๊บก็เจอปั๊บ หลังจากแนะนำตัวและทักทายกันเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราเดินออกจากสถานีไปยังลานจอดรถบัสด้านหน้า เก็บข้าวเก็บของกันเรียบร้อยแล้วนึกว่าจะนั่งรถไปทานข้าว แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่พาเราเดินข้ามถนนไปอีกหน่อยนึง ร้านอาหารอยู่ตรงนั้นนั่นเอง มาจังหวัดคาโกชิมะแล้วต้องไม่พลาดเมนูเด็ดประจำจังหวัดก็คือ หมูดำ (Kurobuta) เจ้าหมูดำนี้ข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาไกลจากประเทศอังกฤษ ชื่ออย่างเต็มยศของมันคือ Berkshire hogs ที่เรียกว่าหมูดำเพราะเนื้อตัวมันสีดำแต่จะมี 6 ตำแหน่งที่เป็นสีนวลคือหน้า ขา 4 ข้างและหาง ผิดกับไก่ดำที่ต้องดำทั้งตัว เนื้อหมูดำจะนุ่มและชุ่มฉ่ำมากกว่าเนื้อหมูทั่วไป แถมมีชั้นไขมันที่ใกล้เคียงกับลายหินอ่อนแบบที่มีในเนื้อวัวชั้นเยี่ยม ถ้าเปรียบเทียบเนื้อหมูดำก็ต้องระดับเนื้อวัวโกเบประมาณนั้น เพราะไม่ใช่ Berkshire hogs ทุกตัวจะมีคุณภาพถึงขั้น Kurobuta แต่ต้องผ่านการคัดสรรเป็นอย่างดี ดังนั้นการจะแบ่งเกรดก็คล้ายๆ กับเนื้อวัวทาจิมะกับเนื้อวัวโกเบ หรือเนื้อวัวซางะกับเนื้อวัวจากจังหวัดซางะที่ผมเคยอธิบายไปในซีรี่ส์ก่อนหน้านี้ ร้านอาหารเมนูหมูหลายแห่งในญี่ปุ่นก็มีการโฆษณาว่าใช้หมู Berkshire ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าไม่ใช่ Kurobuta นะครับ แรกเริ่มเดิมทีเจ้าหมูดำนี่มันถูกส่งมาที่โอกินาวะก่อน แล้วถึงค่อยมาเฟื่องฟูที่คาโกชิมะในภายหลัง จนโด่งดังสะท้านไปทั่วประเทศและลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
ร้านหมูดำที่เราไปทานชื่อร้านจูอัน (Ju An) เน้นขายชาบูชาบูเป็นหลัก แน่นอนว่าจุดเด่นของร้านต้องเป็นเนื้อหมูดำคุณภาพสูง แต่ที่ผมประทับใจนอกเหนือไปจากนั้นคือน้ำซุปและเครื่องปรุง ปกติน้ำในหม้อชาบูชาบูจะเป็นน้ำร้อนหรือเต็มที่ก็มีแค่แผ่นสาหร่ายคอมบุเพิ่มกลิ่นไปหน่อยนึง แต่ของที่นี่จะมีรสชาติที่เข้มข้นกว่า นอกเหนือเครื่องจิ้มมาตรฐานอย่างซอสเปรี้ยว Ponsu และซอสงา Gomatare แล้วก็ยังมีของถูกใจคนไทยคือเครื่องปรุงที่มาเป็นกระบะ มีผงปรุงรส 6 ชนิดให้เลือก เช่น โรสแมรี่ ผงกะหรี่ กระเทียม พริกญี่ปุ่น เป็นต้น เนื้อหมูดำเวลานำไปลวกแล้วจะยังคงความนุ่มอยู่ ผิดกับเนื้อหมูทั่วไปที่จะกระด้างเวลาเจอความร้อน อีกอย่างที่ผมชอบมากคือเส้นราเม็งที่ให้มาเยอะ ทีแรกนึกว่าจะทานไม่หมดแต่สุดท้ายกลายเป็นไม่เหลือ อาจเป็นเพราะน้ำซุปที่อร่อยบวกด้วยเส้นที่เหนียวนุ่มกำลังดี เพราะร้านเขามีนาฬิกาทรายเรือนเล็กๆ ตั้งไว้ให้จับเวลาลวกเส้นในหนึ่งชุดเขามีหมูดำมาให้ 1 กระบะเล็ก ถ้าทานทุกอย่างที่เขาให้มาก็อิ่มเกินพอดีไปเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่รักการทานหมูดำมากเป็นพิเศษ ถ้าจะสั่งเพิ่มอีกกระบะแบ่งกับเพื่อนอีกคนก็น่าจะพอไหว ใครมาเที่ยวคาโกชิมะอย่าลืมแวะทานชาบูชาบูหมูดำที่ร้าน Ju An นะครับ เขามีหลายสาขาให้เลือก สะดวกแถวไหนใกล้ที่ไหนไปที่นั่น รับประกันความอร่อยครับ







