posttoday
การค้าแดนมังกรโตชะลอตัว

การค้าแดนมังกรโตชะลอตัว

09 พฤศจิกายน 2557

ผู้เชี่ยวชาญมองยอดเกินดุลยังไร้คุณภาพความต้องการภายในอยู่ในระดับที่อ่อนแอ

ผู้เชี่ยวชาญมองยอดเกินดุลยังไร้คุณภาพความต้องการภายในอยู่ในระดับที่อ่อนแอ

ยอดนำเข้าส่งออกของจีนขยายตัวช้าลง ส่งสัญญาณเศรษฐกิจเบอร์สองของโลกชะลอตัว

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ยอดการส่งออกและการนำเข้าของแดนมังกร ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอตัวลง เป็นการสะท้อนถึงสัญญาณความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของจีน ที่อาจจะทำให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายออกมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

กรมศุลกากรของทางการจีน เปิดเผยว่า ยอดการส่งออก เดือน ต.ค.ขยายตัวเพียง 11.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ไปอยู่ที่ 2.0687 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าชะลอตัวจากระดับการขยายตัวที่ 15.3% ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่ยอดการนำเข้า ขยายตัวในอัตรารายปีที่ 4.6% ไปอยู่ที่ 1.6146 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากเดือน ก.ย. ที่อยู่ที่ระดับ 7% และเป็นตัวเลขที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ด้วย

ยอดการนำเข้าและส่งออกที่ชะลอตัวดังกล่าวส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าอยู่ที่ 4.54 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4528 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับเป็นระดับที่ใกล้ระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทว่า นักวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นว่า ยอดเกินดุลการค้านี้เป็นการเติบโตที่ไม่มีประสิทธิภาพ

“ยอดเกินดุลการค้านั้นเกิดขึ้นจากการเติบโตของการนำเข้าที่ลดลง และการเติบโตด้านการส่งออกก็ไม่ได้แสดงถึงความแข็งแกร่ง มากนัก ดังนั้นแล้ว คุณภาพของยอดเกินดุลการค้านี้จึงไม่อยู่ในระดับสูง” หลิวเซวจือ นักวิเคราะห์จากแบงก์ ออฟ คอมมิวนิเคชั่น ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวกับเอเอฟพี

ขณะเดียวกัน หลิวยังระบุด้วยว่า ความต้องการภายในประเทศจีนนั้นค่อนข้างอ่อนแอ และการลดสต๊อกในปีนี้ได้ทำให้การบริโภคประเภท ซีเมนต์ ถ่านหิน แร่เหล็ก และวัตถุดิบอื่นๆ ปรับตัวลดลง ซึ่งส่งผลให้ความต้องการในการนำเข้าลดลงด้วย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยได้รับผลกระทบมาจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง การดำเนินมาตรการปราบปรามคอร์รัปชั่น และความต้องการที่อ่อนแอจากกลุ่มประเทศในยุโรป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่ขยายตัวที่ 7.3% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพิ่มความเป็นไปได้ว่า จีนจะพลาดเป้าการเติบโตที่ตั้งไว้ที่ 7.5%

ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลจีนค่อนข้างผูกติดอยู่กับมาตรการเฉพาะในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ตัดลดปริมาณเงินสำรองที่ธนาคารต้องกันเอาไว้สำหรับบางธนาคาร และผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ผ่านการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคาร เห็นได้ชัดเจนจาก เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ออกมาเปิดเผยว่า ได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบธนาคารเป็นจำนวน 7.695 แสนล้านหยวน (ราว 3.846 ล้านล้านบาท) ในระหว่างช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์