
แก๊ง Call Center
คุณปู่วัย 74 ปี ชาวเสิ่นหยางไม่สนใจคำทัดทานของผู้จัดการสาขา นายธนาคาร รปภ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ
คุณปู่วัย 74 ปี ชาวเสิ่นหยางไม่สนใจคำทัดทานของผู้จัดการสาขา นายธนาคาร รปภ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดึงดันที่จะโอนเงินจำนวน 4.2 แสนหยวน (ราว 2.2 ล้านบาทเศษ) ให้แก๊ง Call Center จนสำเร็จ กระทั่งวันรุ่งขึ้นถึงรู้ว่าตกหลุมพรางแก๊งต้มตุ๋น หลังจากนั้นเพียง 2 วัน ทังเหวย ดาราสาวชื่อดังก็ถูกหลอกเงินผ่านสายไปจำนวน 2.1 แสนหยวน (ราว 1 ล้านบาทเศษ) ตามมาติดๆ
ข่าวเด่นที่ออกรายการเกือบทุกช่องข้างต้น ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยวัย 35 ท่านหนึ่งถึงกับบ่นอุบว่า “ทำไมเหยื่อทั้งสองรายนี้ช่างใสซื่อ หูเบาเชื่อเรื่องโกหกพกลมที่พวกต้มตุ๋นกุขึ้นได้” แต่ยังไม่ทันไร เธอเองก็ตกเป็นเหยื่อแก๊ง Call Center ถูกหลอกเงินไปเกือบ 2 ล้านหยวน (ราว 10 ล้านบาทเศษ) ซะงั้น
ผู้คนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าเชื่อว่าแก๊งผิดกฎหมายเหล่านี้จะสามารถหลอกเงินคนจำนวนนับไม่ถ้วนได้ แต่ถึงอย่างนั้น คดีความเกี่ยวกับการต้มตุ๋นผ่านสายก็ยังคงได้ยินกันหนาหูมากขึ้นและกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เพราะเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนตกเป็นเหยื่อ มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์อย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่รับรู้เรื่องราวเหล่านี้มาครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
ถึงแม้จะเป็นคดีความเกี่ยวกับเรื่องราวการหลอกลวง แต่ก็มีความแตกต่างจากการต้มตุ๋นทั่วไป เพราะกลุ่มผู้กระทำความผิดไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเหยื่อโดยทางตรง สามารถเลือกก่อคดีในหลากหลายท้องที่หรือข้ามประเทศก็ยังได้ รูปแบบการสร้างข้อมูลเท็จมาล่อเหยื่อก็มีอยู่อย่างหลากหลาย เช่น โทรศัพท์หลอกว่าลูกหลานกำลังตกอยู่ในอันตราย ประสบอุบัติเหตุ กระทำผิดกฎหมาย ฯลฯ จากนั้นก็ให้คนในครอบครัวรีบโอนเงินแบบเร่งด่วน ซึ่งก็เป็นไปในทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ หรือประเภทสวมรอยว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แอบอ้างเรื่องการชำระภาษีรถยนต์ ภาษีโรงเรือน โดยให้เหยื่อโอนเงินผ่านบัตรเพื่อได้รับเงินค่าภาษีคืน ถือเป็นเรื่องที่พบบ่อยในสังคมจีนที่ผู้คนต่างเฮโลกันไปซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์...
จุดเด่นของแก๊ง Call Center ในจีนยุคนี้มีความน่าสนใจอยู่หลายประการ เริ่มต้นจากการขยายเครือข่ายพื้นที่ในการต้มตุ๋นออกไปในวงกว้าง พัฒนาการด้านรูปแบบการดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว เครื่องมือในการทำมาหากินก็มีความทันสมัยกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงแรกเริ่ม เรียกว่าเป็นการต้มตุ๋นที่เต็มไปด้วยกลเม็ดเด็ดพราย ไม่ได้หยุดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ อย่างการโทรศัพท์ไปแจ้งว่าเหยื่อเป็นผู้โชคดีถูกรางวัล แต่เปลี่ยนแปลงสาระเกี่ยวกับการต้มตุ๋นให้ทันกับยุคแห่งโลกออนไลน์ที่ชีวิตประจำวันต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น
สำหรับคดีความเกี่ยวกับแก๊ง Call Center สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ การต้มตุ๋นทางโทรศัพท์คิดเป็นร้อยละ 30 การต้มตุ๋นผ่านการส่งข้อความคิดเป็นร้อยละ 10 โดยมีการต้มตุ๋นผ่านการใช้อินเทอร์เน็ตคิดเป็นร้อยละ 60 เหยื่อก็มีด้วยกันหลากหลายเพศวัย มีข้อน่าสังเกตว่า คนกลุ่มนี้มักมีความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกระทำการผ่านรูปแบบบริษัท มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการต้มตุ๋นอย่างชัดเจน ทั้งยังเริ่มย้ายฐานปฏิบัติการจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกมาลงหลักปักฐานยังพื้นที่ทางภาคตะวันตกหรือภาคกลาง ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารหรูของเขตเมือง เปิดบริษัทบังหน้า แต่เบื้องหลังประกอบกิจที่เป็นภัยต่อสังคม
แม้ว่าภาครัฐจะทราบดีถึงความถี่ของคดีความในลักษณะดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในหลากหลายท้องที่ โดยเฉพาะเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ มีสถิติคดีความเกี่ยวกับแก๊ง Call Center มากถึงร้อยละ 40 ของคดีความที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา (2013) โดยมีฐานที่มั่นของแก๊งเหล่านี้ในเมืองอานซี (มณฑลฮกเกี้ยน) เมืองตานโจว (มณฑลไหหลำ) เมืองปินหยาง (เขตปกครองตนเองกวางสี) เมืองเตี้ยนไป๋ (มณฑลกวางตุ้ง) และเมืองซวงเฟิง (มณฑลเหอหนาน)
แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าปราบปราม เพราะสถานที่เหล่านี้ล้วนมีเส้นทางคมนาคมที่ไม่สะดวก มีสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการสังเกตการณ์ กลุ่มผู้กระทำผิดก็มักเป็นคนในหมู่บ้านรวมหัวกัน จึงไม่ให้ความร่วมมือในการคลี่คลายคดีเท่าใดนัก ทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องของการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค ถือเป็นการคลี่คลายคดีที่มีต้นทุนสูง มูลค่าทรัพย์สินเสียหายที่พัวพันในหลักหมื่นหยวน มีค่าใช้จ่ายสำหรับการคลี่คลายคดีสูงถึง 10 เท่า
ความยากลำบากอีกประการหนึ่งในการคลี่คลายคดีเหล่านี้อยู่ตรงที่ผู้คนในสังคมยังไม่ค่อยตระหนักถึงความร้ายแรงของภัยดังกล่าว และขาดการให้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นั่นเป็นเหตุที่ทำให้แก๊ง Call Center ยังคงลอยนวลและคอยสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนตามที่เป็นข่าวรายวันดังที่เห็นกันในปัจจุบัน







