
หวั่นศึกค่าเงินครั้งใหม่ระอุโลกหนีตาย"วิกฤตเงินฝืด"
บลูมเบิร์กรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า สงครามค่าเงินอาจจะกลับมาปะทุอีกครั้งก็เป็นได้ โดยเป้าหมายในสมรภูมิเงินตราครั้งล่าสุดนี้คือ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
บลูมเบิร์กรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า สงครามค่าเงินอาจจะกลับมาปะทุอีกครั้งก็เป็นได้ โดยเป้าหมายในสมรภูมิเงินตราครั้งล่าสุดนี้คือ การช่วงชิงอัตราเงินเฟ้อในประเทศของตนเองให้ปรับเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเลี่ยงภาวะเงินฝืดไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังความเติบโตเช่นในอดีต
การขยายตัวของราคาสินค้าที่ยังอ่อนแอจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซน เรื่อยไปจนถึงอิสราเอลและญี่ปุ่นส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ค่าเงินถึง 8 ใน 10 สกุลเงินหลักจะปรับตัวลดลงอย่างหนักในปี 2015 เนื่องจากประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับปัญหาเงินฝืด หรือการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการกดค่าเงินให้อ่อนตัวลง
เดวิด บลูม หัวหน้าส่วนกลยุทธ์ค่าเงินตราของเอชเอสบีซี โฮลดิ้ง ในกรุงลอนดอน แสดงความเห็นว่าการดำเนินนโยบาย “ผลักดันให้เพื่อนบ้านกลายเป็นยาจก” ไม่ใช่การปรับสมดุล หรือการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการผลักปัญหาเงินฝืดไปให้ผู้อื่นแทน เพราะว่าเมื่อค่าเงินของประเทศหนึ่งอ่อนลง ค่าเงินในประเทศอื่นก็จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับลดราคาลง
นอกจากนี้ บลูมยังให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ภาวะเงินฝืดที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกดดันให้ยูโรโซนเข้าสู่ภาวะถดถอย ประกอบกับความต้องการสินค้าเพื่อการส่งออกที่ลดลงในหลายประเทศ อาทิ จีน และนิวซีแลนด์
ด้าน ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนตัวลงของเงินเยนช่วยตอบสนองเป้าหมายด้านเงินเฟ้อ และยังช่วยให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศบรรลุผลสำเร็จด้วย เช่นเดียวกับ มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ยอมรับว่ามีความจำเป็นที่ต้องกดค่าเงินยูโรให้อ่อนตัวลง เพื่อเลี่ยงภาวะเงินฝืดและช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกให้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ค่าเงินสกุลยูโรคาดว่าน่าจะเป็น 1 ใน 10 สกุลเงินหลักที่อ่อนค่ามากที่สุด โดยนักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะปรับตัวลดลง 5.6%
อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาวะเงินฝืดเริ่มลุกลามจากพื้นที่ยูโรโซนไปประเทศเพื่อนบ้านและคู่ค้ารายใหญ่ของกลุ่มประเทศดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สกุลเงินของสวิตเซอร์แลนด์ ฮังการี เดนมาร์ก สาธารณรัฐเช็ก และสวีเดน น่าจะปรับตัวอ่อนลงราว 46% ช่วงสิ้นปีหน้า
ไซมอน ควิจาโนอีแวนส์ หัวหน้าวิจัยกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของคอมเมิร์ซแบงก์ เอจี ในลอนดอน กล่าวว่า ภาคกลางและภาคตะวันออกของยุโรปเริ่มพบปัญหาเงินฝืดเช่นกัน ซึ่งการกดค่าเงินให้อ่อนลงน่าจะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้







