
จี20จี้เร่งแก้ปัญหางบดุล
ผวาปัจจัยเบรกศก.โลกฟื้นตัว ไม่คืบหน้าปฏิรูปภาคการเงิน
โพสต์ทูเดย์
— ผลการประชุม จี20 ไม่มีอะไรใหม่ แนะประเด็นเดิมๆ โลกต้องแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณเพื่อรับประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ยังเสียงแตกการปฏิรูปภาคการเงินโลกที่ประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20 วันสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้ มีมติเห็นพ้องว่าโลกจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันมากขึ้นในการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณเพื่อป้องกันความปั่นป่วนที่อาจจะเกิดขึ้นในตลาดการเงิน และเพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเดินหน้าต่อไปได้
แถลงการณ์ของกลุ่ม จี20 นั้นระบุว่า จำเป็นที่จะต้องมีการใช้นโยบายช่วยเหลือยุโรป และยังมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งการสร้างสมดุลของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ด้วยการสนับสนุนให้เกิดอุปสงค์จากภายในประเทศมากขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปของที่ประชุมในครั้งนี้ปรากฏว่าถูกวิจารณ์ว่าไม่มีประเด็นใหม่แต่อย่างใด อีกทั้งยังคงเกิดความเห็นแตกต่างเช่นเดิมต่อข้อเสนอที่ให้มีการปฏิรูประบบการเงินโลก อย่างเช่นข้อเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีธนาคารเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นกองทุนสำรองเมื่อถึงเวลาจำเป็นที่ภาคธนาคารต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศไม่เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่สมควรที่ภาคธนาคารในประเทศที่ไม่ได้เกิดปัญหาจะต้องเจียดเงินเพิ่มเพื่อช่วยเหลือภาคธนาคารในประเทศอื่น
ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ระบุว่า จากความเปราะบางในตลาดการเงิน ที่เกิดขึ้นนั้น ได้ทำให้โลกตระหนักถึงปัญหาสำคัญต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ และจำเป็นที่จะต้องเกิดความร่วมมือระหว่างนานาชาติมากขึ้น
“
แต่ละประเทศจะต้องใช้มาตรการที่น่าเชื่อถือ และสร้างความเติบโตขึ้นเพื่อให้งบดุลมีความยั่งยืน”ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้เกิดความวิตกกังวลกันด้วยว่า จากวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรปนั้น อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกต้องจมปรักลงสู่ภาวะถดถอยครั้งที่ 2 ด้วย โดยที่ประชุมได้แสดงความยินดีที่สหภาพยุโรป ตลอดจนธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และไอเอ็มเอฟที่ได้ใช้มาตรการช่วยเหลือและแก้ปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนการตั้งกองทุนฉุกเฉิน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาหนี้โดยเฉพาะ
ด้าน ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เรียกร้องผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ให้สมาชิกกลุ่ม จี20 ให้คำมั่นว่า แต่ละประเทศจะให้ความสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป โดยระบุว่าการใช้นโยบายที่เข้มแข็งนั้นจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ แต่ทว่ารัฐมนตรีคลังสหรัฐก็ได้แสดงความวิตกกังวลต่ออัตราการเติบโตในยุโรปเช่นกัน โดยเห็นว่าจะเป็นที่จะต้องมีปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ







