posttoday
Luxury Japan 12

Luxury Japan 12

19 ตุลาคม 2557

เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัทรถไฟคิวชู (Kyushu Railway Company)

เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัทรถไฟคิวชู (Kyushu Railway Company) ให้ไปร่วมทริปพิเศษเพื่อทดลองนั่งรถไฟ Seven Stars ซึ่งเป็นรถไฟที่หรูหราที่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีชื่อเต็มๆ ว่า Cruise Train Seven Stars in Kyushu แต่ผมเรียกง่ายๆ แบบของผมว่ารถไฟเจ็ดดาวซึ่งให้นัยของความหรูหราได้ดีเช่นกัน เพราะคนไทยเราจะคุ้นเคยกับการจัดลำดับหรือให้อันดับของโรงแรมที่จำนวนดาว เวลาสอบถามก็มักจะถามกันว่าโรงแรมนี้กี่ดาว และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าถ้า 4 ดาวก็เป็นโรงแรมดีมีมาตรฐาน และถ้าขึ้นไปถึง 5 ดาวก็หรูหราราคาแพงแน่นอน พอผมเอารูปลงเฟซบุ๊กและโพสต์ว่าไปนั่งรถไฟเจ็ดดาวเท่านั้นแหละครับ เพื่อนฝูงเวียนกันมาถามไถ่ไม่ขาดสายว่ามันคืออะไร ทำไมมันถึงดูดีขนาดนี้ ไม่ดูดีได้อย่างไรล่ะครับ ก็ผมซึ่งไม่ได้ใส่ชุดสากลเต็มยศมา 10 กว่าปี ยังต้องงัดสูทผูกเนกไทมาใส่ตอนนั่งทานข้าวเย็นบนรถไฟ จนไกด์ญี่ปุ่นหลายคนแซวว่าหิมะตกหน้าร้อนยังไม่แปลกใจเท่าเห็นผมใส่สูทเลย ปกติผมไม่เคยแต่งชุดสากลไม่ว่าจะไปงานไหนเล็กใหญ่ไม่เคยใส่เลยครับ อย่างเก่งก็แค่เสื้อเชิ้ตผูกเนกไทแล้วใส่แจ็กเกตทับส่วนท่อนล่างนี่ในตู้เสื้อผ้าหาสแล็กส์ไม่ได้ซักตัว แต่เพราะในเอกสารประกอบการเชิญเขาแนบ Guide Book มาด้วยเล่มหนึ่ง พอผมเปิดไปถึงหน้า Dress Code นี่ตัดสินใจอยู่นานว่าจะตอบรับดีมั้ย เพราะเขาระบุเครื่องแต่งกายไว้ 3 หมวด คือ Casual attire ไว้ใส่ตอนทานอาหารเช้าและตอนออกไปเที่ยวช่วงรถไฟจอดแวะในแต่ละเมือง เฉพาะหมวดแรกนี่ผมก็แทบไม่ผ่านแล้วครับ เพราะแต่ละชุดที่เขาลงรูปให้ดูเป็นตัวอย่างมันเกินปกติของผมทุกชุดเลย ท่านผู้อ่านลองนึกดูสิครับว่าผมไปทำงานทุกวันนี้ใส่แต่เสื้อยืดสวมกางเกงยีนส์ วันไหนต้องไปเจอลูกค้าใหญ่ๆ โตๆ ถึงหยิบเสื้อยืดโปโลมาใส่ และก็ไม่เคยเอาเสื้อใส่ในกางเกงมาเป็นสิบปีแล้ว เสื้อเชิ้ตจะใส่ก็ต่อเมื่อไปงานสำคัญอย่างงานบ้านท่านทูตฯ ซึ่งถือว่าเยอะแล้วสำหรับผม แต่ก็ยังไม่เข้าเกณฑ์เบื้องต้นของเสื้อผ้าลำลองหมวดแรก สำหรับหมวดที่สอง Smart Casual attire นี่ไม่ต้องหวังเลยครับ ทั้งสแล็กส์และเบรเซอร์นี่ไม่เคยใส่เลย แต่เขาระบุมาว่าเวลาไปนั่งรอที่เลานจ์ก่อนขึ้นรถไฟหรือเวลาทานอาหารกลางวัน ควรแต่งกายประมาณนี้ และถ้าเป็นมื้อค่ำก็ต้องจัดสูทสากลชุดใหญ่ Semi Formal กันเลยทีเดียว คือมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมากเพราะผมเคยมั่นใจว่าบรรดาคนญี่ปุ่นที่เชื้อเชิญเราไปงานโน้นงานนี้ แม้กระทั่งสัมภาษณ์ออกสื่อหรือไปร่วมงานประชุมระดับชาติ เขาเชิญเพราะความรู้ความสามารถของเราไม่ใช่เพราะเราแต่งตัวดี แต่รอบนี้ผมต้องยอมเลยครับ เพราะชื่อเสียงของ Seven Stars นั้นขจรกระจายมาก เข้าพบท่านทูตฯ หรือผู้ว่าฯ ยังง่ายกว่าขึ้นรถไฟขบวนนี้ ตอนผมนั่งรถไฟ Cassiopia เมื่อปีก่อนเพื่อนๆ ญี่ปุ่นก็อิจฉากันไปรอบหนึ่งแล้วเพราะจองยากเหมือนกัน ปีนี้พอได้มานั่ง Seven Stars เพื่อนๆ ซู้ดปากกันใหญ่ บางคนถึงกับบอกผมว่าชีวิตนี้คงไม่ได้นั่ง ผมเลยบอกไปว่าถ้าเขาไม่เชิญมาผมคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นง่ายๆ เช่นกัน เพราะอัตราส่วนของผู้แสดงความจำนงผ่านการเข้าคิวจองกับคนที่ได้นั่งรถไฟจริงๆ นั้นอยู่ที่อัตราส่วน 1 : 35 ถ้าอยากจะขึ้นรถไฟขบวนนี้ท่านต้องไปเข้าชื่อจองไว้แล้วทางเจ้าหน้าที่จะจับฉลากอย่างเปิดเผย ใครโชคดีถูกจับขึ้นมาได้ เขาก็จะติดต่อกลับไปว่าพร้อมจะมาขึ้นรถไฟในช่วงเวลาที่ระบุหรือไม่ และตั้งแต่เปิดบริการมาปีกว่าๆ ยังไม่มีใครเคยปฏิเสธเลยซักรายเดียว หลายท่านอย่านึกว่าจะเหมือนชิงโชคไปเที่ยวฟรีที่บ้านเรานิยมนะครับ ที่ญี่ปุ่นนี่อะไรดีๆ แพงๆ ก็ต้องเข้าคิวหรือจับฉลากเหมือนกัน เอาง่ายๆ อย่างเวลาไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เขาจะมีโชว์บางตัวที่ต้องจับฉลากถึงจะได้เข้าไปดู หรือช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.หลังหกโมงเย็นไปแล้ว ที่ดิสนีย์แลนด์เขาจะมีงาน Countdown และขายบัตรต่างหาก ใครมาเที่ยววันนี้ต้องยอมรับว่าอยู่ได้แค่ถึง 6 โมงเย็น เพราะเขาจะเชิญท่านออกเพื่อเคลียร์พื้นที่รองรับงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ใครซื้อบัตร Countdown ก็สามารถเข้าได้ตั้งแต่ 2 ทุ่ม และอยู่ได้จนถึงวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าความต้องการล้นหลามมาก ต้องจองทางออนไลน์แล้วจับฉลากสุ่มผู้โชคดีเช่นกัน

จนถึงวันนี้ความนิยมของรถไฟเจ็ดดาวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ด้วยความจำกัดของขบวนรถที่วิ่งเพียงแค่สัปดาห์ละ 2 ขบวน ขบวนแรก 2 วัน 1 คืน และขบวนที่สอง 4 วัน 3 คืน อีกทั้งในแต่ละขบวนจะมีเพียง 7 ตู้ เป็นตู้โดยสารเพียงแค่ 5 ตู้ อีก 2 ตู้เป็นห้องอาหารและเลานจ์ในตู้ประกอบด้วยห้องพักระดับมาตรฐาน (Suite) 4 ตู้ ตู้ละ 3 ห้อง รวมเป็น 12 ห้อง และตู้ที่เจ็ดเป็นห้อง Deluxe Suite อีก 2 ห้อง รวมทั้งสิ้น 14 ห้อง เท่ากับรับผู้โดยสารได้เพียงแค่ 28 ท่าน/หนึ่งขบวน สัปดาห์หนึ่งจึงรับได้แค่ 56 ท่าน คูณ 52 สัปดาห์ก็ตกปีละ 2,912 ท่านเท่านั้นเอง ลองคิดดูว่าปีที่ผ่านมามีคนได้นั่งรถไฟขบวนนี้ไม่ถึง 3,000 คน แล้วถ้าผมจะได้เป็น 1 ใน 3,000 คนถัดไปในปีนี้ ผมควรจะปฏิเสธมั้ยครับ

ในที่สุดผมก็ตอบตกลงเขาไป (หลังจากแอบเล่นตัวนิดๆ) แล้วกำหนดการก็ถูกส่งมาในไม่กี่วัน ปรากฏว่ามันทับซ้อนกับนัดสำคัญของลูกค้าที่นัดกันมานานร่วมเดือน จะเลื่อนลูกค้าก็ไม่สมควร แต่ก็อยากไปแล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้ พอพินิจพิจารณาดูโปรแกรมที่เขาให้มาอย่างละเอียดก็พบว่าเขาไม่ได้ให้เรานั่งรถไฟตลอดทั้งทริปวันแรกที่ลงเครื่องเขามีพาไปปั้นหม้อที่เมือง Arita จังหวัด Saga นั่งรถไปกลับร่วมหกชั่วโมงเพื่อรอผู้ร่วมคณะจากไต้หวันและฮ่องกงซึ่งจะมาถึงในตอนเย็น ดูแล้วคงไม่กระทบภาพรวมเท่าไหร่ เพราะไต้หวันกับฮ่องกงก็ไม่ได้ไป ผมเลยขอไปช้ากว่ากำหนดการ 1 วัน ทางผู้จัดก็ดีมาก ช่วยกันวางแผนสลับเส้นทางว่าจะเจอกันยังไงรับส่งกันที่ไหน จะทันกับคณะใหญ่หรือเปล่า จนในที่สุดกำหนดการก็ลงตัวจากเดิมที่ต้องนั่งรถไฟชินคันเซนไป Kagoshima ก็เปลี่ยนเป็นขึ้นเครื่องไปจังหวัด Miyazaki ก่อนแล้วค่อยย้อนมาคาโกะชิมะทีหลัง ผมบินไปถึง Fukuoka เช้าวันที่ 2 ก็ไม่ต้องเสียเวลาย้อนเข้าเมือง รอเปลี่ยนเครื่องไปจังหวัด Miyazaki พร้อมคณะใหญ่ได้พอดี ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี Kyushu Railway Company เป็นอย่างยิ่งครับ

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย