
Luxury Japan 12
เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัทรถไฟคิวชู (Kyushu Railway Company)
เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัทรถไฟคิวชู (Kyushu Railway Company) ให้ไปร่วมทริปพิเศษเพื่อทดลองนั่งรถไฟ Seven Stars ซึ่งเป็นรถไฟที่หรูหราที่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีชื่อเต็มๆ ว่า Cruise Train Seven Stars in Kyushu แต่ผมเรียกง่ายๆ แบบของผมว่ารถไฟเจ็ดดาวซึ่งให้นัยของความหรูหราได้ดีเช่นกัน เพราะคนไทยเราจะคุ้นเคยกับการจัดลำดับหรือให้อันดับของโรงแรมที่จำนวนดาว เวลาสอบถามก็มักจะถามกันว่าโรงแรมนี้กี่ดาว และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าถ้า 4 ดาวก็เป็นโรงแรมดีมีมาตรฐาน และถ้าขึ้นไปถึง 5 ดาวก็หรูหราราคาแพงแน่นอน พอผมเอารูปลงเฟซบุ๊กและโพสต์ว่าไปนั่งรถไฟเจ็ดดาวเท่านั้นแหละครับ เพื่อนฝูงเวียนกันมาถามไถ่ไม่ขาดสายว่ามันคืออะไร ทำไมมันถึงดูดีขนาดนี้ ไม่ดูดีได้อย่างไรล่ะครับ ก็ผมซึ่งไม่ได้ใส่ชุดสากลเต็มยศมา 10 กว่าปี ยังต้องงัดสูทผูกเนกไทมาใส่ตอนนั่งทานข้าวเย็นบนรถไฟ จนไกด์ญี่ปุ่นหลายคนแซวว่าหิมะตกหน้าร้อนยังไม่แปลกใจเท่าเห็นผมใส่สูทเลย ปกติผมไม่เคยแต่งชุดสากลไม่ว่าจะไปงานไหนเล็กใหญ่ไม่เคยใส่เลยครับ อย่างเก่งก็แค่เสื้อเชิ้ตผูกเนกไทแล้วใส่แจ็กเกตทับส่วนท่อนล่างนี่ในตู้เสื้อผ้าหาสแล็กส์ไม่ได้ซักตัว แต่เพราะในเอกสารประกอบการเชิญเขาแนบ Guide Book มาด้วยเล่มหนึ่ง พอผมเปิดไปถึงหน้า Dress Code นี่ตัดสินใจอยู่นานว่าจะตอบรับดีมั้ย เพราะเขาระบุเครื่องแต่งกายไว้ 3 หมวด คือ Casual attire ไว้ใส่ตอนทานอาหารเช้าและตอนออกไปเที่ยวช่วงรถไฟจอดแวะในแต่ละเมือง เฉพาะหมวดแรกนี่ผมก็แทบไม่ผ่านแล้วครับ เพราะแต่ละชุดที่เขาลงรูปให้ดูเป็นตัวอย่างมันเกินปกติของผมทุกชุดเลย ท่านผู้อ่านลองนึกดูสิครับว่าผมไปทำงานทุกวันนี้ใส่แต่เสื้อยืดสวมกางเกงยีนส์ วันไหนต้องไปเจอลูกค้าใหญ่ๆ โตๆ ถึงหยิบเสื้อยืดโปโลมาใส่ และก็ไม่เคยเอาเสื้อใส่ในกางเกงมาเป็นสิบปีแล้ว เสื้อเชิ้ตจะใส่ก็ต่อเมื่อไปงานสำคัญอย่างงานบ้านท่านทูตฯ ซึ่งถือว่าเยอะแล้วสำหรับผม แต่ก็ยังไม่เข้าเกณฑ์เบื้องต้นของเสื้อผ้าลำลองหมวดแรก สำหรับหมวดที่สอง Smart Casual attire นี่ไม่ต้องหวังเลยครับ ทั้งสแล็กส์และเบรเซอร์นี่ไม่เคยใส่เลย แต่เขาระบุมาว่าเวลาไปนั่งรอที่เลานจ์ก่อนขึ้นรถไฟหรือเวลาทานอาหารกลางวัน ควรแต่งกายประมาณนี้ และถ้าเป็นมื้อค่ำก็ต้องจัดสูทสากลชุดใหญ่ Semi Formal กันเลยทีเดียว คือมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมากเพราะผมเคยมั่นใจว่าบรรดาคนญี่ปุ่นที่เชื้อเชิญเราไปงานโน้นงานนี้ แม้กระทั่งสัมภาษณ์ออกสื่อหรือไปร่วมงานประชุมระดับชาติ เขาเชิญเพราะความรู้ความสามารถของเราไม่ใช่เพราะเราแต่งตัวดี แต่รอบนี้ผมต้องยอมเลยครับ เพราะชื่อเสียงของ Seven Stars นั้นขจรกระจายมาก เข้าพบท่านทูตฯ หรือผู้ว่าฯ ยังง่ายกว่าขึ้นรถไฟขบวนนี้ ตอนผมนั่งรถไฟ Cassiopia เมื่อปีก่อนเพื่อนๆ ญี่ปุ่นก็อิจฉากันไปรอบหนึ่งแล้วเพราะจองยากเหมือนกัน ปีนี้พอได้มานั่ง Seven Stars เพื่อนๆ ซู้ดปากกันใหญ่ บางคนถึงกับบอกผมว่าชีวิตนี้คงไม่ได้นั่ง ผมเลยบอกไปว่าถ้าเขาไม่เชิญมาผมคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นง่ายๆ เช่นกัน เพราะอัตราส่วนของผู้แสดงความจำนงผ่านการเข้าคิวจองกับคนที่ได้นั่งรถไฟจริงๆ นั้นอยู่ที่อัตราส่วน 1 : 35 ถ้าอยากจะขึ้นรถไฟขบวนนี้ท่านต้องไปเข้าชื่อจองไว้แล้วทางเจ้าหน้าที่จะจับฉลากอย่างเปิดเผย ใครโชคดีถูกจับขึ้นมาได้ เขาก็จะติดต่อกลับไปว่าพร้อมจะมาขึ้นรถไฟในช่วงเวลาที่ระบุหรือไม่ และตั้งแต่เปิดบริการมาปีกว่าๆ ยังไม่มีใครเคยปฏิเสธเลยซักรายเดียว หลายท่านอย่านึกว่าจะเหมือนชิงโชคไปเที่ยวฟรีที่บ้านเรานิยมนะครับ ที่ญี่ปุ่นนี่อะไรดีๆ แพงๆ ก็ต้องเข้าคิวหรือจับฉลากเหมือนกัน เอาง่ายๆ อย่างเวลาไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เขาจะมีโชว์บางตัวที่ต้องจับฉลากถึงจะได้เข้าไปดู หรือช่วงคืนวันที่ 31 ธ.ค.หลังหกโมงเย็นไปแล้ว ที่ดิสนีย์แลนด์เขาจะมีงาน Countdown และขายบัตรต่างหาก ใครมาเที่ยววันนี้ต้องยอมรับว่าอยู่ได้แค่ถึง 6 โมงเย็น เพราะเขาจะเชิญท่านออกเพื่อเคลียร์พื้นที่รองรับงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ใครซื้อบัตร Countdown ก็สามารถเข้าได้ตั้งแต่ 2 ทุ่ม และอยู่ได้จนถึงวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าความต้องการล้นหลามมาก ต้องจองทางออนไลน์แล้วจับฉลากสุ่มผู้โชคดีเช่นกัน
จนถึงวันนี้ความนิยมของรถไฟเจ็ดดาวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ด้วยความจำกัดของขบวนรถที่วิ่งเพียงแค่สัปดาห์ละ 2 ขบวน ขบวนแรก 2 วัน 1 คืน และขบวนที่สอง 4 วัน 3 คืน อีกทั้งในแต่ละขบวนจะมีเพียง 7 ตู้ เป็นตู้โดยสารเพียงแค่ 5 ตู้ อีก 2 ตู้เป็นห้องอาหารและเลานจ์ในตู้ประกอบด้วยห้องพักระดับมาตรฐาน (Suite) 4 ตู้ ตู้ละ 3 ห้อง รวมเป็น 12 ห้อง และตู้ที่เจ็ดเป็นห้อง Deluxe Suite อีก 2 ห้อง รวมทั้งสิ้น 14 ห้อง เท่ากับรับผู้โดยสารได้เพียงแค่ 28 ท่าน/หนึ่งขบวน สัปดาห์หนึ่งจึงรับได้แค่ 56 ท่าน คูณ 52 สัปดาห์ก็ตกปีละ 2,912 ท่านเท่านั้นเอง ลองคิดดูว่าปีที่ผ่านมามีคนได้นั่งรถไฟขบวนนี้ไม่ถึง 3,000 คน แล้วถ้าผมจะได้เป็น 1 ใน 3,000 คนถัดไปในปีนี้ ผมควรจะปฏิเสธมั้ยครับ
ในที่สุดผมก็ตอบตกลงเขาไป (หลังจากแอบเล่นตัวนิดๆ) แล้วกำหนดการก็ถูกส่งมาในไม่กี่วัน ปรากฏว่ามันทับซ้อนกับนัดสำคัญของลูกค้าที่นัดกันมานานร่วมเดือน จะเลื่อนลูกค้าก็ไม่สมควร แต่ก็อยากไปแล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้ พอพินิจพิจารณาดูโปรแกรมที่เขาให้มาอย่างละเอียดก็พบว่าเขาไม่ได้ให้เรานั่งรถไฟตลอดทั้งทริปวันแรกที่ลงเครื่องเขามีพาไปปั้นหม้อที่เมือง Arita จังหวัด Saga นั่งรถไปกลับร่วมหกชั่วโมงเพื่อรอผู้ร่วมคณะจากไต้หวันและฮ่องกงซึ่งจะมาถึงในตอนเย็น ดูแล้วคงไม่กระทบภาพรวมเท่าไหร่ เพราะไต้หวันกับฮ่องกงก็ไม่ได้ไป ผมเลยขอไปช้ากว่ากำหนดการ 1 วัน ทางผู้จัดก็ดีมาก ช่วยกันวางแผนสลับเส้นทางว่าจะเจอกันยังไงรับส่งกันที่ไหน จะทันกับคณะใหญ่หรือเปล่า จนในที่สุดกำหนดการก็ลงตัวจากเดิมที่ต้องนั่งรถไฟชินคันเซนไป Kagoshima ก็เปลี่ยนเป็นขึ้นเครื่องไปจังหวัด Miyazaki ก่อนแล้วค่อยย้อนมาคาโกะชิมะทีหลัง ผมบินไปถึง Fukuoka เช้าวันที่ 2 ก็ไม่ต้องเสียเวลาย้อนเข้าเมือง รอเปลี่ยนเครื่องไปจังหวัด Miyazaki พร้อมคณะใหญ่ได้พอดี ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี Kyushu Railway Company เป็นอย่างยิ่งครับ







