posttoday
ไทยถล่มสื่อต่างชาติเสนอข่าวไม่รอบด้าน-แฝงอคติ

ไทยถล่มสื่อต่างชาติเสนอข่าวไม่รอบด้าน-แฝงอคติ

04 มิถุนายน 2553

...ทีมข่าวต่างประเทศ

นักวิชาการไทยรุมถล่มสื่อนอก ข่าวบิดเบือน เสนอความจริงครึ่งเดียว ขณะที่ต่างชาติไม่ยอมรับอ้างการเมืองไทยซับซ้อนเกินไป

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) ได้เปิดเวทีอภิปรายในหัวข้อ “ประเทศไทยในสายตาของคนนอก” (Thailand in the Eyes of Others) โดยมีผู้เชี่ยวชาญในไทยเข้าร่วมอภิปราย อาทิ สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา สถาปนิก ศิลปิน และนักวิจารณ์ทางสังคม ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตวุฒิสมาชิก และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พนา จันทรวิโรจน์ ผู้บริหารเนชั่น กรุ๊ป และสมเถา สุจริตกุล วาทยกร นักเขียน และนักวิจารณ์ทางสังคม

เวทีเสวนาได้เปิดคลิปการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ บีบีซี (BBC) สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (CNN) สถานีโทรทัศน์อัลจาซีราห์ และฟรานซ์ 24 ซึ่งมีการรายงานสถานการณ์ในความรุนแรงในประเทศไทยที่แตกต่างกัน ก่อนที่จะมีการเปิดเวทีอภิปราย ทั้งนี้ภายในงานมีผู้สื่อข่าวต่างชาติจากสำนักต่างๆ รวมทั้งผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติจากหลายแวดวงเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สมเถา เจ้าของบทความ “อย่าตำหนิ แดน ริเวอร์ส” (Don’t Blame Dan Rivers) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรายงานข่าวที่ไม่รอบด้านของผู้สื่อข่าวต่างชาติในเหตุการณ์ความรุนแรงในไทยว่า เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และภาษา

สมเถา ระบุว่า ด้วยความที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่เข้าใจภาษาไทย ทำให้ผู้สื่อข่าวไม่สามารถเข้าไปหาความจริงจากแหล่งข่าว หรือรายงานข้อมูลที่รอบด้านได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้สื่อข่าวต่างชาติลงพื้นที่รายงานข่าวในบริเวณที่ชุมนุม และเห็นป้ายข้อความ อาทิ “Democracy” (ประชาธิปไตย) “No Violence” (ไม่ใช้ความรุนแรง) และ “Stop killing innocent women and children” (หยุดเข่นฆ่าเด็กและผู้หญิงที่บริสุทธิ์) ก็ทำให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติตีความไปเองว่า นี่คือการรวมกลุ่มประท้วงเพื่อเรียกร้องเสรีภาพ และประชาธิปไตย จากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็คือ “กลุ่มเผด็จการ”

ด้าน สุเมธ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการรายงานข่าวของสำนักข่าวระดับโลกอย่างซีเอ็นเอ็น บีบีซี เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสื่อต่างชาติมีการรายงานความจริงเพียงครึ่งเดียว และหลายครั้งที่ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปรายงานเหตุการณ์ในสถานการณ์จริงๆ ที่เกิดเหตุระเบิดหรือเหตุเผาเมือง

สอดคล้องกับไกรศักดิ์ ที่เห็นว่าการรายงานของสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นการรายงานความจริงเพียงครึ่งเดียว พร้อมตั้งคำถามไปยังผู้สื่อข่าวต่างชาติว่าลืมเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำรถบรรทุกแก๊ส 2 คัน ที่มีนามสกุล “ชินวัตร” ไปปิดที่แยกดินแดงเมื่อ เดือนเม.ย.ปีที่แล้วแต่เพราะเหตุใดที่เหตุการณ์เหล่านี้ถึงไม่เคยปรากฏในพื้นที่สื่อของซีเอ็นเอ็น บีบีซี หรืออัลจาซีราห์แต่อย่างใด

“ทุกคนเห็นว่าการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นสิ่งที่โรแมนติก สันติ และไม่มีความรุนแรง แต่พวกคุณรู้หรือไม่ว่าพวกเขาพูดอะไรกันบ้างบนเวทีปราศรัย” ไกรศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ทางด้านพนา ได้ตำหนิการรายงานของสื่อต่างชาติ โดยยกตัวอย่างการรายงานข่าวของนิวยอร์ก ไทมส์, ไฟแนนเชียล ไทมส์ ที่เลือกจะนำเสนอข่าวสารในมุมอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ เช่นพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคเหนือ เพื่อให้เห็นมุมมองที่แตกต่าง แต่โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าอาจจะดูง่ายเกินไปสำหรับสถานการณ์นี้

“ต้องยอมรับว่าสื่อไทยจะรายงานสถานการณ์ด้วยความเห็นอกเห็นใจมาก กว่าสื่อต่างชาติ เพราะนักข่าวรู้สึกว่ากำลังรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยู่ในบ้านเราเอง ทำให้ต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่าอยากให้ประเทศไปทางไหน อยากเห็นอนาคตของประเทศไทยอย่างไร เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่มีวันที่จะย้อนกลับคืนมาได้” พนา กล่าว

ขณะที่ทางด้าน นภัส ณ ป้อมเพ็ชร สาวไทยซึ่งเป็นผู้ส่งจดหมายร้องเรียนเปิดผนึกถึงสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เพื่อร้องเรียนถึงการรายงานข่าวที่ไม่รอบด้าน และมีอคติของ แดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นประจำประเทศไทย กล่าวว่า แม้การที่สื่อมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวนั้นจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะเดียวกันสื่อก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่รายงานออกไป โดยเฉพาะหากการรายงานนั้นอาจส่งผลด้านลบกับประเทศใดประเทศหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้สังคมไทยจะตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของสื่อต่างชาติ ถึงขนาดมีการส่งจดหมายเปิดผนึกร้องเรียนไปยังซีเอ็นเอ็น รวมทั้งการจัดงานเสวนาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของต่างชาติ ทว่าสำหรับผู้สื่อข่าวต่างชาติกลับมีความเห็นที่แตกต่าง

จอห์น แซนลิน ช่างภาพอิสระ ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ยอมรับว่า การปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้งในไทยที่ผ่านมาค่อนข้างเสี่ยงและอันตรายมาก แต่แซนลินยืนยันว่าได้ทำหน้าที่ในการนำเสนอความจริงอย่างเต็มที่แล้ว

“ผมไม่สนใจกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผมรู้แต่ว่าผมทำตามหน้าที่ในการรายงานข่าวจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน” แซนลิน หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ท้องและขาจากเหตุปะทะเมื่อวันที่ 10 เม.ย. กล่าว

ส่วน โอลิเวีย นิวซัน บรรณาธิการภาพ (อิสระ) กล่าวว่า ปัญหาของการรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งในไทยครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากอคติ หรือความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองไทยที่ซับซ้อน และยากเกินกว่าที่จะอธิบายให้คนทั่วโลกเข้าใจได้ โดยอาศัยการรายงานข่าวผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งมีเวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้น

นิวซัน ยังชี้แจงด้วยว่า แม้ผู้สื่อข่าวจะสามารถใช้เวลา 2 นาทีในวันถัดไปเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในไทยได้ แต่ต้องยอมรับสถานการณ์ในไทยมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้นักข่าวทีวีไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายหรือให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในเชิงลึกได้

ด้าน เดวิด ทัก หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท สเปกตรัม โอเอสโอ เอเชีย ไม่เห็นด้วยกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของสื่อต่างชาติที่เกิดขึ้น และเห็นว่าที่เกิดกระแสดังกล่าวขึ้นนั้นเป็นเพราะคนทั่วไปอาจไม่เข้าใจกระบวนการทำข่าวของผู้สื่อข่าวต่างชาติที่ต้องมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้นผู้สื่อข่าวต้องพยายามหาข่าวหรือนำเสนอข่าวอะไรเพื่อดึงดูดความสนใจของคนดู ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเจาะลึกถึงต้นตอหรือรากเหง้าของปัญหา เพียงแต่รายงานว่าเกิดความรุนแรงอะไรในกรุงเทพฯ เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์