
ดอลลาร์แข็งสุด7ปี
ศก.สหรัฐโตแกร่งสวนทางญี่ปุ่นยุโรปแห่เก็งค่าเงินรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ศก.สหรัฐโตแกร่งสวนทางญี่ปุ่นยุโรปแห่เก็งค่าเงินรับเฟดขึ้นดอกเบี้ย
สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าที่สุดในรอบ 7 ปี เหตุเศรษฐกิจมะกันแกร่ง สวนทางยุโรปญี่ปุ่นอ่อนแอ
เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยอยู่ที่ราว 1 เหรียญสหรัฐ ต่อ 110 เยน ในช่วงเช้าของวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรก็ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 1.2667 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ซึ่งแข็งค่าที่สุดตั้งแต่เดือน พ.ย. 2012 เช่นกัน
ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สปอตของบลูมเบิร์ก ดัชนีประเมินมูลค่าเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับ 10 สกุลเงินใหญ่ของโลก ปรับตัวขึ้นมา 6.5% อยู่ที่ 1.068.80 จุด ในไตรมาส 3 นับเป็นไตรมาสที่ดัชนีดังกล่าวปรับตัวสูงสุดตั้งแต่วิกฤตปี 2008
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีอย่างเห็นได้ชัด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อไตรมาส 2 เติบโตอยู่ที่ 4.6% นับเป็นการขยายตัวที่ดีที่สุดในรอบ 2 ปี ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางได้
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ก.ย.ยังปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 84.6 จุด ซึ่งเป็นตัวเลขดีที่สุดในรอบ 7 ปีอีกด้วย ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นที่ยังคงอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า กรณีสกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นนี้ยังเป็นผลมาจากนักลงทุนหันไปเก็งกำไรในสกุลเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้มาตรการการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) และสภาพอัตราเงินเฟ้อต่ำของกลุ่มยูโรโซนยังส่งผลให้สกุลเงินยูโรอ่อนค่าต่อเนื่องเช่นกันเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ด้านนักเศรษฐศาสตร์จาก แคปิตัล อีโคโนมิกส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจจากอังกฤษ เปิดเผยการคาดการณ์ว่า สกุลเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นและยุโรปใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ถึงแม้เฟดจะชะลอการอัดฉีดสภาพคล่องแล้วก็ตาม
ทางด้านเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่รายงานในประเด็นเดียวกันว่า การแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะส่งผลให้ธุรกิจสหรัฐได้ประโยชน์การนำเข้าในอัตราที่ถูกลง ซึ่งอาจกดดันให้ราคาสินค้าในสหรัฐถูกลงเช่นกัน ทำให้สหรัฐสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ง่ายขึ้น ขณะที่เฟดสามารถดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไปได้ตราบเท่าที่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี กรณีนี้ย่อมทำให้การส่งออกของสหรัฐขาดศักยภาพในการแข่งขัน เนื่องจากราคาสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งส่งผลในแง่ลบต่อภาคการผลิตภายในสหรัฐ และธุรกิจสหรัฐที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศจะส่งรายได้กลับประเทศแม่ได้น้อยลง







