
Luxury Japan (ตอน 9)
คณะของเราเดินทางจากฟาร์มยามาดะมุ่งหน้าสู่เมืองโอตารุ เมืองท่าและเมืองท่องเที่ยวชื่อดังติดอันดับต้นๆ
คณะของเราเดินทางจากฟาร์มยามาดะมุ่งหน้าสู่เมืองโอตารุ เมืองท่าและเมืองท่องเที่ยวชื่อดังติดอันดับต้นๆ ของชนทุกชาติที่ไปเที่ยวฮอกไกโด รวมทั้งคนไทยแทบจะทุกคนที่ไปซัปโปโรก็จะต้องแวะมาเดินเที่ยวชมบ้านเรือนและอาคารเก่าของโอตารุ โดยเฉพาะจุดถ่ายภาพยอดนิยมอย่างคลองโอตารุนี่ไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ไปกี่ทีก็ต้องเจอคนไทย จึงไม่แปลกใจที่ตั๋วเครื่องบินไปซัปโปโรของการบินไทยถึงได้ขยับราคาขึ้นในขณะที่เส้นทางอื่นๆ อย่างโตเกียว โอซากา และฟูกุโอกะ กลับทำโปรโมชั่นราคาถูก ก็เพราะคนไทยแห่ไปฮอกไกโดติดต่อกันเป็นปีที่สองนับตั้งแต่การบินไทยเปิดเส้นทางบินตรง แว่วๆ ว่าอาจจะมีสายการบินต้นทุนต่ำมาบินเส้นทางซัปโปโรในปีหน้า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคนไทยคงดีใจและได้ไปเที่ยวฮอกไกโดในราคาประหยัดกันอีกมากมาย
ปกติเวลาคนไทยหรือทัวร์ไทยมาโอตารุก็มักจะมาทานอาหารทะเลกันโดยเฉพาะซูชิ เพราะที่เมืองโอตารุนี่มีร้านซูชิหลายสิบร้านแห่มาเปิดกันบนถนนสายหนึ่งเรียกว่าถนนร้านซูชิที่ใครๆ ก็ต้องพากันแวะเวียนมาชิม อย่างร้านที่ผมทานประจำ ก็เช่น Mazasushi ร้านซูชิอันดับ 1 ของเมืองหรือ Tatsumi Sushi ที่พ่อครัวเปิดหน้าต่างมาปั้นซูชิให้ทานกันสดๆ ถ้าเป็นคณะทัวร์ส่วนมากก็จะไปทานร้านปิ้งย่างแถวคลองหรือร้านอาหารทะเลชื่อ Sea Port แต่รอบนี้ผู้จัดพาเรามาทานโซบะกันครับ ผมลองสืบค้นดูแล้ว ร้าน OtaruSobayaYabuhan ที่เราไปทานกันนั้นเป็นร้านที่ขึ้นชื่อที่สุดร้านหนึ่งในโอตารุเลย พอได้ทราบว่าเขาใช้เมล็ดโซบะจากเมืองนิเซโกะมาทำเส้นด้วยแล้วยิ่งมั่นใจ เพราะผมเคยไปทานโซบะที่นิเซโกะอยู่ 2 ร้าน คือ Rakuichi ที่อันนุปุริและ Ichimura ที่ฮิราฟุอร่อยมากๆ เลย และแน่นอนว่าทั้งสองร้านใช้เมล็ดโซบะท้องถิ่น หลายท่านอาจจะไม่คุ้นชินกับโซบะเพราะที่บ้านเรานั้นหาร้านโซบะอร่อยๆ ทานยาก เพราะร้านส่วนใหญ่มักจะใช้เส้นโซบะสำเร็จรูปที่มีขายอยู่ทั่วไป ทั้งรสชาติและคุณภาพจึงไม่ถึง แต่เส้นโซบะที่เราทานกันที่ร้าน Yabuhan นั้นต้องยกนิ้วโป้งให้ 2 นิ้วเลย เพราะทั้งนุ่มและหนึบ ปกติเส้นโซบะในบ้านเราจะนุ่มอย่างเดียวไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น แต่เส้นโซบะจากร้านญี่ปุ่นดีๆ จะหนึบนุ่มรสสัมผัสคล้ายเส้นอุด้งแต่มีรสชาติมากกว่า อธิบายเป็นรูปธรรมยากครับต้องลองไปทานแล้วสังเกตกันดู รับรองว่าโซบะคุณภาพดีๆ นี่สู้ราเมงกับอุด้งได้ไม่อายเลย ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะในบรรดา 3 เส้นที่ว่ามาผมจะจัดลำดับความชอบให้ราเมงอยู่อันดับต้น อุด้งตรงกลางและโซบะรั้งท้าย แต่โซบะร้าน Yabuhan นี้ต้องยอมให้เสมอกันกับราเมงเจ้าเด่นและอุด้งเจ้าดังกันเลยทีเดียวเชียว ชุดที่เราทานเป็นชุดง่ายๆ ประกอบด้วยเส้นโซบะและเทมปุระ ถ้าสั่งแบบร้อนก็จะได้โซบะมาพร้อมน้ำซุป แต่ผมชอบแบบเย็นมากกว่าเพราะจะได้รสสัมผัสของเส้นโซบะโดยไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง วิธีการทานโซบะของผมจะทานเส้นเปล่าก่อนโดยไม่ต้องจุ่มซอสเพื่อทดสอบรสชาติและความหนึบนุ่มของเส้น คำต่อไปถึงค่อยๆ จุ่มซอสและสูดเข้าปาก การทานโซบะให้อร่อยต้องกล้าดูดกล้าสูดซึ่งจะทำให้เกิดเสียงดังได้ หลายคนอายต้องกระมิดกระเมี้ยนทาน เลยขาดอรรถรสไปมาก การสูดเส้นขึ้นมาพร้อมกับน้ำซุปนั้น ถ้าเป็นแบบร้อนก็จะช่วยลดอุณหภูมิของน้ำซุปและถ้าเป็นแบบเย็นก็ทำให้น้ำซอสนั้นกระจายไปทั่วกระพุ้งแก้ม เพิ่มความอร่อยให้คละเคล้าไปทั่วปากเลยทีเดียว
นอกจากเส้นโซบะแล้วเทมปุระของเขาก็ทอดได้ดี สังเกตมาหลายร้านแล้วทั้งร้านอุด้งและโซบะ ถ้าเส้นอร่อยเครื่องต่างๆ อย่างเทมปุระก็จะอร่อยด้วย แต่ถ้าเส้นไม่ได้เรื่องเครื่องก็พลอยแย่ไปด้วย แปลกดีเหมือนกัน และถ้าเทียบกันระหว่างโซบะกับอุด้งนี่ต้องยกให้โซบะว่าถ้าไม่อร่อยจริงนี่อยู่ยาก เพราะเครื่องโซบะมีไม่มากเท่าอุด้ง เท่าที่เคยเห็นก็เป็นโซบะเปล่า โซบะผัก เทมปุระโซบะและโซบะเป็ด ในขณะที่เครื่องอุด้งนั้นสารพัดตั้งแต่ไข่ดิบ ไข่ลวก ของทอดหลากหลายรวมทั้งเทมปุระ เนื้อเปื่อย มีให้เลือกเยอะแยะกว่า เส้นอุด้งบางร้านอาจจะไม่ถึงแต่อาศัยเครื่องเยอะก็พอจะประคองตัวได้ แต่โซบะนี่เส้นต้องอร่อยสถานเดียวครับ อีกอย่างของร้าน Yabuhan ที่ติดใจมากคือเส้นโซบะทอดกรอบ เขาจะเสิร์ฟมาให้ทานเล่นก่อน เห็นปุ๊บนึกถึงข้าวซอยเมืองเหนือเลย หน้าตาคล้ายๆ กัน กินมันๆ เพลินดีครับ และถ้าท่านสั่งโซบะเย็นก็จะได้ Sobayu หรือน้ำลวกโซบะรสชาติคล้ายๆ น้ำข้าวต้มมาให้ซดด้วย จากร้าน Yabuhan เดินไปสถานีรถไฟโอตารุแค่ไม่ถึง 10 นาที หาไม่ยากครับ แต่หน้าร้านไม่มีภาษาอังกฤษนะครับ ต้องจำตัวอักษรหรือภาพหน้าร้านให้ดี
ทานโซบะกันเรียบร้อยเราก็ไปชมเมืองโอตารุกันต่อ ทางผู้จัดคงทราบเลาๆ ว่าพวกเราส่วนใหญ่น่าจะเคยมาเดินเล่นกันบ้างแล้ว เลยเปลี่ยนวิธีชมเมืองให้เราด้วยการนั่งรถลาก (Rickshaw) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Rikisha ตามจุดหลักๆ ในเมืองท่องเที่ยวมักจะมีบริการ Rikisha ให้เห็นเป็นที่ชินตา แถววัดเซนโซย่านอะซะคุสะก็มี ที่เกียวโตก็มาก ถ้าเป็นที่โอตารุพวกเขาจะจอดรอให้บริการอยู่แถวคลอง เส้นทางเที่ยวก็แตกต่างจากที่เราเดินเล่นเอง ได้เห็นโอตารุในซอกมุมที่เราไม่เคยไป หนุ่มๆ ลากไปพลางอธิบายพลางและหยุดให้ถ่ายรูปเป็นระยะๆ เพื่อพักเอาแรงด้วยในตัว จนมาสิ้นสุดการลากแถวๆ ร้านแก้ว Venetian ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยกัน ก่อนแยกจากผมลองสอบถามดูถึงได้ทราบว่าบรรดาหนุ่มๆ เหล่านี้เขาไม่ได้ลากประจำอยู่ที่เดียว แต่ย้ายพื้นที่ทำกินไปตามฤดูกาลด้วย อย่างที่โอตารุนี่พอเข้าหน้าหนาวก็ลากไม่ได้แล้ว เพราะหิมะตกเต็มพื้นที่ต้องย้ายไปลากที่อื่น หนุ่มๆ แต่ละคนเหมือนเขาคัดหุ่นและหน้าตามา เพราะถ้าไม่บึกบึนล่ำสันอาจจะลากไม่ไหวคำนวณคร่าวๆ รถ 1 คัน นั่งได้ 2 คน น้ำหนักเฉลี่ยคนละ 60 กิโลกรัม รวม 2 คนก็ 120 กิโลกรัม ลากกันครึ่งชั่วโมงท่ามกลางแดดร้อนๆ ก็เอาเรื่องอยู่ แต่เรื่องหน้าตานี่สิผมว่าน่าจะเป็นนโยบายของบริษัทเขาที่อยากให้นักท่องเที่ยวเจริญหูเจริญตา ยิ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิงด้วยแล้วการได้หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านมาบริการก็คงช่วยดึงดูดลูกค้าสุภาพสตรีได้มากขึ้น ผมสอบถามเพิ่มเติมว่าทำไมถึงมาทำงานลากรถ คำตอบที่ได้คือความอิสระและได้เปลี่ยนที่ทำงานไปตามฤดูกาล อย่างหนุ่มขาวล่ำผู้นำกลุ่มนี่เคยทำงานอยู่ในกองกำลังป้องกันประเทศ ส่วนหนุ่มร่างเล็กผิวเข้มที่ลากให้ผมนี่เคยเป็นพ่อครัวที่ร้านอาหาร แต่ทุกคนเบื่องานประจำ ใจมันโหยหาความอิสระ งานลากรถในบ้านเราอาจจะดูไม่ดีนัก แต่ที่ญี่ปุ่นนี่มีแต่คนที่มีความคิดเท่ๆ เขาทำกันครับ







