
จ้างถูก
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
"ค่าจ้างถูก ต้นทุนต่ำ ต่างชาติมาลงทุนเยอะๆ"
ประโยคข้างต้นดูเหมือนจะกลายเป็นแนวคิด "สำเร็จรูป" สำหรับหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนของเรา ที่เทิดทูนบูชากลุ่มทุนต่างชาติเสมือนคนเห็นแสงสุดท้ายในคืนเดือนมืด
ทว่า แสงสุดท้ายในคืนเดือนมืด มักส่องไม่ค่อยทั่วถึง ทำให้บุคคลบางกลุ่มได้รับประโยชน์เพียงเศษเสี้ยวของแสง บางคนตกอยู่ใต้เงามืดที่ไม่รู้จะลืมตาอ้าปากได้เมื่อใด กัมพูชาเองน่าจะถือเป็นประเทศหนึ่งครับ ที่ใช้แนวคิดค่าจ้างถูก เพื่อให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการต่ำ ดึงดูดชาวต่างชาติให้อยากเข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน หรืออย่างน้อยก็เข้ามาซื้อสินค้าราคาถูกจากผู้ประกอบการกัมพูชา แน่นอนว่า ผู้ประกอบการไทยเองก็อยากเข้าไปลงทุนในกัมพูชา เพราะเรื่องค่าจ้างเช่นกัน
แต่นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ชาวกัมพูชาเริ่มแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน จึงออกมาประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลขึ้น ค่าแรง เพราะทำงานหนักมากมาย แต่รายได้กลับ "กระจิ๋วเดียว"
มาถึงวันนี้ แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของกัมพูชา กว่า 500 คน กำลังเดินขบวนประท้วงอยู่ในเขตอุตสาหกรรมแถบชานเมืองกรุงพนมเปญ เรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าแรงของพวกเขาจาก 100 เหรียญสหรัฐ/เดือน เป็น 177 เหรียญสหรัฐ/เดือน หรือกล่าวคือ เพิ่มขึ้นถึง 77%
ที่ผ่านมา กัมพูชาต้องแข่งขันอย่างหนักกับเวียดนามและจีนในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สิ่งที่กัมพูชาเด่นกว่าอีก 2 ประเทศอย่างชัดเจน ก็คือ เรื่องต้นทุนค่าแรง ทำให้แบรนด์เสื้อผ้าดังระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น ไนกี้ แก๊ป ซาร่า ให้โรงงานในกัมพูชาผลิตสินค้าป้อนตัวเองเพื่อส่งออก อุตสาหกรรมนี้จึงสร้างรายได้ ปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สร้างงานให้คนกัมพูชาเกือบครึ่งล้าน ดึงคนให้อยากใช้กัมพูชาเป็นฐานอีกเรื่อยๆ
ด้วยปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น แต่ค่าแรงเท่าเดิมนี้เอง ส่งผลให้โรงงาน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางแห่งของกัมพูชาไม่ต่างอะไรจาก "โรงงานนรก"
หลังรัฐบาลกัมพูชาส่งทหารติดอาวุธมาจับกุมแกนนำการประท้วงไป 2 คน สิ่งที่คนกัมพูชาตั้งคำถามคือ เหตุใดรัฐบาลจึงกลัวประชาชนของตัวเองที่ออกมาเรียกร้องสิทธิและเงินเดือนขั้นพื้นฐานที่ควรได้ จริงๆ ถ้าว่ากันตามที่ชาวกัมพูชาว่า ก็คงไม่ผิดแผกอะไรมากนัก เพราะการกระทำดังกล่าวของรัฐบาล ไม่ต่างจากการกดขี่คนของตัวเอง เพื่อเอาใจคนต่างชาติ ทำไมรัฐบาลไม่เลือกใช้วิธีอื่นที่สามารถดึงดูดชาวต่างชาติได้ โดยไม่ต้องกดขี่คนของตัวเอง
หากหันไปดูวิธีการจัดการของเวียดนามและพม่า ทั้งสองประเทศเลือกใช้วิธีลดภาษีสำหรับผู้ประกอบการและภาษีการค้าลง เพื่อดึงดูด ผู้ประกอบการแทน โดยเฉพาะเวียดนามที่แนวโน้มค่าแรงดีขึ้นเป็นลำดับ จนบางอุตสาหกรรมพูดไม่ได้แล้วว่า "ค่าแรงถูก"
แม้ภาษีจะเป็นรายได้สำคัญที่นำมาใช้พัฒนาประเทศ แต่หากต้องเลือกระหว่างการลดภาษีและการกดค่าแรง จะดีกว่าหรือไม่ถ้าประเทศในอาเซียนเลือกลดภาษี เพราะหากยังคงกดค่าแรงต่อไป ประชาชนก็จะยังคงยากจน ภาษีที่ได้มาก็ต้องนำไปอุดหนุน ช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆ อยู่ดี
น่าจะดีกว่ามาก หากประชาชนอาเซียนได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นในอัตราที่เหมาะสม ยกระดับฐานะตัวเองขึ้นมาได้ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่ารัฐจะใช้ภาษีเพื่อช่วยเหลือตัวเองหรือไม่







